ทัวร์บาหลี เที่ยวบาหลี แพคเกจบาหลี เรื่องน่ารู้ 

ก่อนเดินทาง ทัวร์บาหลี เที่ยวบาหลี แพคเกจบาหลี เราควรที่จะมีข้อมูลการเดินทางสักเล็กน้อย เพื่อที่จะได้รู้เกี่ยวกับข้อมูลควรรู้ทั่วไปก่อนไปทัวร์บาหลี

เวลาของบาหลี : เวลาของบาหลีเร็วกว่าประเทสไทยเรา 1 ชั่วโมง (+ 1 Hr.)

ภูมิอากาศของบาหลี เนื่องจากบาหลีตั้งอยู่ใกล้เส้น ศูนย์สูตร อุณหภูมิจึงอยู่ในช่วง 21 – 32 C บาหลีมีฤดูกาลเพียงสองฤดูคือ ฤดูร้อนคือตั้งแต่เดือนพฤษถาคมถึงพฤศจิกายน โดยในช่วงเดือนกรกฎาคมจะมีอากาศเย็นสบายที่สุดในรอบปี ส่วนฤดูฝนจะเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนเมษายน

ไฟฟ้าของบาหลี :  ใช้ปลั๊กไฟแบบ 2 ขา 220-240 โวลต์ เหมือนเครื่องใช้ไฟฟ้าบ้านเรา

วีซ่าและหนังสือเดินทางสำหรับบาหลี  สำหรับนักท่องเที่ยวไทยไม่ต้องใช้วีซ่าในการไปบาหลีแต่พาสสปอตร์ต้องมีอายุมากกว่า 6 เดือนนับจากวันเดินทางสู่บาหลี

ศุลกากรบาหลี  สามารถนำสุราเข้าบาหลีได้ไม่เกิน 1 ลิตร บุหรี่อนุญาตให้นำเข้าบาหลีไม่เกิน 200 มวน ซิการ์ไม่เกิน 50 มวน และยาเส้นไม่เกิน 100 กรัม

ระบบเงินตราของบาหลี หน่วยเงินของประเทศอินโดนีเซียเรียกว่า รูเปียห์ (Rupaiah , RP) มีหน่วยเงินดังนี้ RP5 ,RP10, RP25, RP50 , RP100 , RP500 ,RP 1,000  , RP5,000  , RP10,000 , RP20,000 และ RP50,000 สามารถแลกโดยใช้เงิน  USD , THB(แลกได้ที่สนามบินเท่านั้น) , EUR และอื่นๆ ได้ที่สนามบิน(หากต้องการอัตตราแลกเปลี่ยนที่ดี) และทั่วทั้งเกาะบาหลี  ค่าเงินองอินโดนีเซียมีความผันผวนมาก ท่านสามารถตรวจสอบได้ตาม Website แลกเปลี่ยนเงิน

การแต่งกายในบาหลี ควรแต่งกายสุภาพด้วยกางเกงขายาวและเสื้อคอปก  หากท่านเข้าวัดทางวัดจะมี โสร่งให้นุ่ง ควรทำบุญสัก 100 หรือ 200 RP

การใช้บัตรเครดิตในบาหลี : ท่านสามารถใช้ได้ตามร้านค้าชั้นนำและโรงแรมในย่านท่องเที่ยว อาทิเช่น คูต้า นูซาดัวร์ อุบุด

ชั่วโมงทำการของบาหลี โดยส่วนมากเวลาเปิด-ปิดของสำนักงานต่างๆในบาหลีจะไม่ตรงกัน  สายการบินจะเปิดวันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.00-16.00 น. และมีเวลาหยุดพักกลางวันต่างๆ กันไป ธนาคารจะเปิดวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00-15.00 น. และ วันเสาร์เปิดตั้งแต่ 08.00-13.00 น. ร้านค้าทั่วไปเปิดประมาณ 10.00-20.00 น. และอาจเลยไปถึง 22.00 น. แต่หากเป็นร้านค้าพื้นเมืองหรือตามหมู่บ้านจะปิดค่อนข้างเร็ว  และตลาดจะเริ่มขายกันตั้งแต่รุ่งสางจนกระทั่งประมาณ 10.00 น. ส่วนสถานที่ราชการจะเปิดทำการวันจันทร์-พฤหัสบดี เวลา 08.00-15.00 น. วันศุกร์ 08.00-11-30 น. และ วันเสาร์ 08.00-12.00 น.

การรักษาพยาบาลในบาหลี มีทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน อีกทั้งมีร้านขายยาตามแหล่งท่องเที่ยวทั่วไป สำหรับหมอในบาหลีนั้นโดยส่วนมากพูดภาษาอังกฤษได้ทุกคนเช่นเดียวกับ เภสัชกรร้านขายยา

การดื่มน้ำในบาหลี ไม่ควรดื่มน้ำจากที่สาธารณะที่ทางบาหลีจัดเตรียมไว้ให้ หากกระหายควรซื้อดื่ม

โทรศัพท์ในบาหลี

ท่านสามารถซื้อ Simcard ได้ที่สนามบินหรือร้านค้าทั่วไปตามในเกาะบาหลี มีหลายค่ายให้เลือกมากมาย แต่ควรปรึกษาร้านขายซิมเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของท่านเสียก่อน สำหรับอินเทอร์เน็ตที่บาหลียังคงเป็น 3G มีความเร็วในระดับหนึ่ง การโทรกลับมายังประเทศไทยให้ กด +66 และตามด้วยเบอร์ที่ต้องการ แต่หากต้องการให้ทางไทยโทรมาที่บาหลี ให้กด +62 และตามด้วยเบอร์ของเรา นอกจากนั้นยังมีโทรศัพท์สาธารณะไว้บริการในบริเวณที่เป็นแหล่งความเจริญและแหล่งท่องเที่ยว  โทรศัพท์สาธารณะมีบริการทั้งแบบหยอดเหรียญและแบบใช้บัตรโทรศัพท์  โดยแบบหยอดเหรียญสามารถใช้เหรียญ 50  หรือ 100 รูเปียห์ ส่วนบัตรโทรศัพท์ที่จำหน่ายจะมีหน่วยเป็นยูนิตมีตั้งแต่ 60 , 100 , 140 , 280 , 400 และ 680 ยูนิตสามารถหาซื้อได้ที่สำนักงานโทรศัพท์ ที่ทำการไปรษณีย์ และเคาท์เตอร์แลกเงินในบางจุด  ค่าโทรศัพท์กลับมาเมืองไทยจะตกอยู่ราวนาทีละ 10,000 รูเปียห์ หากจะโทรกลับประเทศไทย จะต้องหมุน 001+66+ หมายเลขที่ต้องการ

บริการไปรษณีย์ในบาหลี มีอยู่แทบทุกหมู่บ้าน เปิดทการ 08.00 – 14.00 (จ.-พฤ.) 08.00 – 12.00(ศ.) และ 08.00-13.00 (ส.) ในบางพื้นที่ หากให้แน่ใจควรส่งภายในวัน จ. – พฤ.

ชีวิตยามราตรีในบาหลี หากคุณต้องการสัมผัสชีวิตยามค่ำคืนแนะนำให้ไปเที่ยว ย่านคูต้า จะมีทั้งห้างสรรพสินค้า ร้านค้า และบาร์เหล้า หรือร้านอาหารมากมาย แต่ถ้าอยากได้บาร์เหล้าสำหรับวัยรุ่นแนะนำให้ไปเที่ยวย่าน ซานัวร์ ที่นี่เต็มไปด้วยบาร์เหล้าและ ผับจำนวนมาก

 

ย่านที่พักในบาหลี

ท่านสามารถเลือกที่พักได้หลายระดับและสถานที่ ซึ่งแบ่งเป็นเขตต่างๆ

Kuta คูต้า  เปรียบไปคล้าย พัทยา หรือหาด ป่าตอง มีสถานที่ช้อปปิ้งมากมาย ท่านที่ชอบแสงสีควรพักย่านนี้ บางโรงแรมติดชายหาด

Nusa Dua นูซา ดัวร์ เป็นย่านที่พักราคาสูง ส่วนใหญ่จะเป็น 5 ดาว ดูหรูหรา และมีหาดส่วนตัว

Sanur ซานัวร์ หาดแห่งแรกของบาหลีที่มีนักท่องเที่ยวมาพัก เดี๋ยวนี้ความนิยมลดน้อยลงไป แต่ก็มีร้านค้าเริ่มมาเปิดขายของมากขึ้น มีแหล่งบันเทิงเพิ่มมากขึ้น

Tanjung Benua ตันจุง เบนัวร์   ใกล้ๆ กับ  Nusa Dua  มีโรงแรมหลากหลาย  สงบและโรงแรมส่วนใหญ่เดินถึงชายหาดได้เลย เหมาะสำหรับ ดำน้ำตื้น

Ubud อูบุด ฝรั่งจะชอบ อยู่ท่ามกลางทุ่งนา ป่าเขา มีที่พักแบบ villa  คนไทยเริ่มที่จะไปพักมากขึ้น

อาหารการกินในบาหลี  มีให้เลือกหลากหลายโดยเฉพาะในย่าน คูต้า ไม่ว่าจะเป็น อาหารไทย ฝรั่ง จีน แต่หากออกไปไกลจากแหล่งท่องเที่ยวท่านอาจจะต้องรับประทานในโรงแรมหรือภัตตราคารท้องถิ่น อาหารท้องถิ่นที่แนะนำคือ หมูหันบาหลี (Bali Guring) เป็ดบาหลี (Bebek bengil) สองร้านนี้ขึ้นชื่อมากในบริเวณ อุบุด โดยรวมอาหารของบาหลีคนไทยเราสามารถทานได้

สถานที่ไป ทัวร์บาหลี แล้วต้องไป

1.ทานาล็อต (Tanah lot)

ทัวร์บาหลี อินโดเนเซีย

 

วัดที่ยื่นไปในทะเลอันสวยงามและแปลกตา สร้างใน ศตวรรษที่ 11 โดยนักบวชฮินดู นามว่า ดัง ชยัง นิราธา เพื่อ อุทิศแด่ เทพเจ้าและปีศาจแห่งท้องทะเล เป็นวัดที่ชาวบาหลีให้ความเคารพบูชาเป็นอย่างมาก ถึงขนาดมีคำกล่าวที่ว่า ที่บาหลีไม่เคยพบ ซึนามิ ก็เพราะมีวัดแห่งนี้คอยปกป้องอยู่นั่นเอง

2.เทมปักซิริง (Tampak siring)

น้ำพุแห่งนี้ คือน้ำวิเศษใรความเชื่อของชาวบาหลี สามารถ ขจัดปัดเป่า สิ่งชั่วร้ายของจากตัวได้หากได้ อาบน้ำที่วัดแห่งนี้ เนื่องจากเป็นแหล่งน้ำที่เกิดจาก พระอินทร์ เทพเจ้าแห่งศาสนาฮินดู นำกริดปักลงไป ณ พื้นดิน เพื่อบรรดารให้น้ำพุเกิดขึ้นมาเพื่อรักษาและช่วยเหลือ มนุษย์ในสมัยโบราณนั่นเอง และยังมีตลาดอันโด่งดัง นั่นคือ ตลาดปราบเซียนที่ชาวไทยและเทศ ชื่นชอบเป็นอย่างมาก ท่านสามารถ พบกับความมันจากการช้อปปิ้งได้จากที่นี่เนื่องจากมีของที่หลากหลายและมีร้านค้ามากมาย นั่นเอง

 

ตำนานแม่น้ำเปอตะนู ในอดีตกาลเกิดสงครามครั้งใหญ่ขึ้นระหว่าง กษัตริย์มะยะดะนะวา (King Mayadanawa ) ผู้ชั่วร้าย กับกองทัพของพระอินทร์(Indra)   กษัตริย์มะยะดะนะวา ประกาศตนป์นเทพและบังคับให้ผู้คนนับถืดบูชาตนเพียงอย่างเดียว จึงทำให้เทพองค์อื่นๆไม่พอใจและ พระอินทร์ทรงนำกองทัพมาจัดการ การเผชิญหน้าครั้งแรกนั้นเกิดขึ้นที่ เปิเตมอน(Petemon) กษัตริย์มะยะดะนะวาไม่อาจสู้ได้ จึงต้องหนีไปที่ เทมปักซิริง(Tampak siring) และเทยาพิษไปในแม่น้ำ เมื่อกองทัพของพระอินทร์ได้ดื่มกินน้ำจึงทำได้ล้มตายกันทั้งสิ้น พระอินทร์จึงใช้ กริด ปักลงพื้นและทำให้น้ำพุศักสิทธิ์เกิดขึ้นมา ทหารที่ยังเหลือรอดนำน้ำนั้นไปรักษาทหารที่ต้องพิษและการเดินทัพเพื่อสงครามครั้งแตกหักก็เกิดขึ้นในบริเวณหมู่บ้านไกล้ๆ กษัตริย์มะยะดะนะวา ต้องศรของพระอินทร์และพระโลหิตหลั่งไหลออกมาเกิดเป็นแม่น้ำ เปอตะนู ซึ่งหมายความว่าคำสาป จากตำนานเบื้องต้นทำให้ชาวบาหลีจะไม่ใช้น้ำในแม่น้ำแห่งนี้เพื่อทำการเกษตร จนพึ่งมายกเลิกใน ศตวรรษที่ 20 นี้เอง

3.กินกุ้งล็อบเตอร์ที่ หากจิมบารัน (Jimbaran)

หากมาบาหลีไม่ได้ยนโฉมพระอาทิตย์ตกดินพร้อมทั้งรับประทาน กุ้ง ล็อบเตอร์ ณ ที่แห่งนี้ ถือว่ามาไม่ถึง

4.หมู่บ้านคินตามณี (Kintamanee)

ด้วยอากาศที่เย็นสบายตลอดทั้งปี และมี วิวเป็นภูเขาไฟอยู่เหนือทะเลสาบกุนุงบาตูร์อันเลื่องลือ ถือว่าพลาดมากหากท่านไม่ได้มา จิบ ชากาแฟ รับปรทานอาหาร ณ ที่แห่งนี้

5.วัดอุลุนดานู (Ulundanu)

ทัวร์บาหลี อินโดเนเซีย

 

วัดแห่งนี้ตั้งขึ้นเพื่อบูชา เทวีดานูแห่งสายน้ำ สร้างขึ้นในสมัย ศตวรรษที่ 17 วัดอุลุนดานู ตั้งอยู่ในทะเลสาบที่มีภูเขาไฟเป็นฉากหลัง เป็น 1 ในวัดที่นักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศฝันถึงความสวยงามและอยากมาสัมผัสสักครั้งในชีวิต

 

6.ชมระบำบารอง (Barong dance)

ทัวร์บาหลี อินโดเนเซีย

 

การแสดงดั่งเดิมของชาวบาหลี บอกเล่าเรื่องราวของ ธรรมย่อมชนะอธรรม ผ่านการแสดงอันตื่นเต้น ผ่านตัวละคร บารองลักษณะคล้ายสิงโต(ธรรม) กับ แม่มดรังดา(อธรรม)

7.วัดทามันอายุน (Taman Ayun)

ทัวร์บาหลี อินโดเนเซีย

 

วัดหลวงแห่ง อาณาจักรเมงวี สร้างใน ค.ศ.1674 โดย King Tjokerda Sahti Blambangar เพื่อประกอบพิธีทางศาสนาสำหรับ ราชวงศ์ และ ประชาชน

8.อุบุด (Ubud)

เมืองที่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ในตนเองตั้งแต่ ศตวรรษที่ 9 ปัจจุบันจะมีการผสมผสานยุคสมัยได้อย่างลงตัว อุบุด เป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวที่จะมาเยี่ยม และ ชิม หมูหัวสูตรบาหลี (Babi guring) ปัจจุบัน อุบุดยังคงมี กษัตริย์แห่ง อุบุดอาศัยอยู่และท่านสามารถเข้าไปเยี่ยมชมบ้านของท่านได้ที่ พระราชวังอุบุด (Ubud palace)

9.วัดอูลูวาตู (Uluwatu)

ทัวร์บาหลี อินโดเนเซีย

 

วัดซึ่งตั้งอยู่บนหน้าผาอยู่เคียงข้างกับน้ำทะเล สร้างขึ้นในสมัย ศตวรรษที่10 อีกทั้งยังเป็น 1 ใน วัดทั้ง 6 ของโลกซึ่งชาวบาหลีบูชาเป็นอย่างยิ่ง นักบวชเอมปูกุตุรันและนักบวชดังห์ยางนีราร์ธานีเป็นผู้ก่อตั้งวัดแห่งนี้ จากจุดชมวิววัดแห่งนี้ท่านสามารถชมวิวของบาหลีใต้ และยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกดินยอดนิยมอีกด้วย

 

10.โกอา กะจาห์ (Goa Gajah)

สร้างขึ้นในช่วง ศตวรรษที่ 11 มีจุดเด่นคือปากทางเข้าเป็นหน้ายักษ์อ้าปากกว้างอยู่ พื้นที่ด้านในแบ่งเป็นห้องหลายห้อง สุดด้านหนึ่งของทางแยกเป็นที่ประดิษฐานรูปพระพิฒเนศสี่กร ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นที่ประดิษฐานลิงกาสาม

11. กูนุงอากุง (Gunung Agung)

ในยุคที่เทพสร้างภูเขาเป็นที่ประทับของตน ได้เลือกภูเขาที่สูงสุดทางภาคตะวันออกซึ่งเป็นทิศที่ศักสิทธิ์ของชาวบาหลี และได้เลือกภูเขาลูกนี้ให้เป็นที่ประทับของตน วัดทุกแห่งในบาหลีต้องมีแท่งบูชาอุทิศให้กับวิญญาณของกุนุง กุนุงแปลว่าภูเขา แม้แต่ อุกุง เมรุ หรือหอพิธีศพก็สร้างจำลองมากจากรูปทรงภูเขา บริเวณใต้ภูเขาเป็นที่ตั้งของ ปุราเบอซะคีห์(Pura Besakih) หรือวัดแม่ วัดแห่งนี้เป็นวัดที่ชาวบาหลีให้ความเคารพมากที่สุด

12.หาดโลวินา (Lovina Beach) หาดทรายสีดำทอดยาว 8 กิโลเมตร  น่านน้ำโลวิน่าได้รับความนิยทสำหรับการดำน้ำดูธรรมชาติอันสวยงาม และ กิจกรรมการชมปลาโลมา

นอกจากนั้นบาหลียังสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมายที่รอรับนักท่องเที่ยวให้ไปสัมผัส

 

บาหลี

บาหลีมีพื้นที่ประมาณ 5,620 ตารางกิโลเมตร มีภูเขาไฟที่ยังไม่ดับถึง 2 ลูก(ในอินโดนนีเซียมีภูเขาไฟที่ยังไม่ดับทั้งสิ้น สี่แห่ง)  ร้อยละ 95 เปอร์เซ็นต์ ของชาวเกาะบาหลี นับถือศาสนา ฮินดู ตามตำนานการเกิดเกาะบาหลีเล่าไว้ว่า นักบวชชาวชวารูปหนึ่งถูกกดดันให้อัปเปหิบุตรชายขี้เมาของตนให้ออกจากบาหลี ซึ่ง ณ ตอนนั้นบาหลียังเป็นส่วนหนึ่งของเกาะชวา หลังจากนั้นนักบวชแสดง อิทธิฤทธิ์ โดยการใช้ไม้ขีดเส้นและแบ่งบาหลีออกจากเกาะชวา (ช่องแคบที่กั้นระหว่างสองเกาะกว้างประมาณ 3 กิโลเมตร และมีความลึกระหว่างช่องกั้น ลึกที่สุดเพียง 60 เมตร) บาหลีเป็นเกาะที่มีสภาพภูมิอากาศแบบเขตร้อน เนื่องจากตัวเกาะบาหลีตั้งอยู่ใกล้เส้น ศูนย์สูตรเพียง 8 องศา ซึ่งทำให้ เกาะบาหลีมีเพียง 2 ฤดู คือ ฤดูฝน (ตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงมีนาคม) นอกจากนั้นจะเป็นฤดูแล้งที่อากาศอุ่นสบาย

 

ประวัติศาตร์แห่งเกาะบาหลี

ในอดีตย้อนกลับไป หนึ่งหมื่นปีบาหลีมีผู้คนอาศัยอยู่เพียงกลุ่มเล็กๆ หากินด้วยการ เก็บพืช ล่าสัตว์ป่า ต่อมาในยุคสัมฤทธิ์ประมาณ 300 ปีก่อน ค.ศ.  ผู้คนเริ่มรวมตัวกันเป็นหมู่บ้านและพัฒนาอุปกรณ์ใช้สอยซึ่งเดิมทำจากหินมาเป็นเหล็กและสัมฤทธิ์ อิทธิพลแรกที่เข้ามามีบทบาทในบาหลีคือ วัฒนธรรมอินเดีย นั่นคือ ศาสนาฮินดูและพุทธ ซึ่งนำมาโดยการค้าขาย และสังคมบาหลีเริ่มมีการนำความคิด เกี่ยวกับ เทวราช เพื่อใช้ในการปกครองประชาชนให้อยู่อย่างสงบสุข  จากการเปลี่ยนแปลงนี้บาหลีได้กลายเป็น สังคมที่มีวัฒนธรรมอินเดียเป็นเครื่องชี้นำ และในประมาณปี ค.ศ990 วัฒนธรรมอินเดียกลายมาเป็นวัฒนธรรมสำคัญในบาหลี ปี ค.ศ.991 ณ อาณาจักรมะจะปะหิต เป็นปีที่ไอร์ลังกา(Airlangga) โอรสของกษัตริย์มะดะยะนะวาร์เดวา (Dharmodayanawar madewa) หรือ อุดะยะนา(Udayana) ได้ทรงประสูติ เมื่อโตขึ้น ไอร์ลังกาได้ถูกส่งไปศึกษาที่ชวา  และหลายปีต่อมาเกิดเหตุการณ์กษัตริย์ชวาถูกโค่นล้ม ไอร์ลังกาจึงได้รับการกราบบังคมทูลให้เป็นผู้ครองบัลลังก์องค์ต่อมา พระองค์(ไอร์ลังกา) ได้รวบรวมแผ่นดินชวาเป็นปึกแผ่นรวมทั้งบาหลีด้วย และอาณาจักรมะจะปะหิตปกครองเกาะบาหลีมาจนถึง ปี ค.ศ.1515 ก็ล่มสลายลง โดยราชวงศ์มะตะราม(Mataram)และถูกแทนที่โดยระบบการปกครองแบบ สุลต่าน ดังนั้นชาวฮินดูส่วนมากจึงอพยพจากเกาะชวาสู่บาหลี จึงทำให้วัฒนธรรมฮินดูจากที่เป็นวัฒนธรรมสำคัญกลายมาเป็นวัฒนธรรมหลักของเกาะบาหลี  และในปี ค.ศ.1515 เป็นช่วงเวลาที่บาหลีเริ่มก้าวเข้าสู่ยุคทองของตัวเอง โดยส่วนหนึ่งของราชวงศ์มะจะปะหิต นามว่า บะตูเริงกอง (Batu lengkong) ทรงขยายอำนาจจาก เกลเกล ในบาหลี (Gel gel)  สู่ บลัมบังกัน ใน ชวากลาง(Blambangan)  และเกาะลอมบอค (Lombok) ในปี ค.ศ.1588 บาหลีต้องเผชิญหน้ากับชาวยุโรป (โปรตุเกส)เป็นครั้งแรก โปรตุเกสส่งเรือที่มีทั้ง ทหาร พ่อค้า วัสดุก่อสร้าง และสินค้ามายังบาหลี จากท่าเรือของตนเองในมะละกา โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะสร้างป้อมปราการและเปิดฐานการค้าบนเกาะบาหลี แต่ก่อนเรือเทียบฝั่งเรือได้ชนเข้ากับแนวประการัง เป็นเหตุให้มีผู้รอดชีวิตมาเพียง 5 คนเท่านั้น ทั้ง 5 ผู้รอดชีวิตถูกส่งเข้าวังและได้สมัครใจรับใช้กษัตริย์แห่งบาหลี  ในปี ค.ศ.1600 คอร์เนลิส เด ฮูตตัน(Cornelis de houtman) นักสำรวจชาว ฮอลแลนด์ได้เดินทางมาถึง ภูมิภาคแห่งมหาสมุทรอินเดียตะวันออก เมื่อลงเรือจอดเทียบฝั่งที่เกาะบาหลี มีสมาชิกจำนวน 4 คนนำโดย อาร์โนลดท์ ลินท์เกนส์ (Arnouldt Lintgens) พวกเขาประพฤติตนอย่างสุภาพและให้ความเคารพในวัฒนธรรมของชาวบาหลี พวกเขามีความประทับใจเป็นอย่างมากในความสวยงามของบาหลี และได้บรรยายเกี่ยวกับลักษณะของราชสำนักบาหลีไว้ ดังนี้ กษัตริย์มีพระชนน์มายุราว 40 พรรษา พระวรกายล่ำสันสูงใหญ่ ผิวสีเข้ม มีความกระฉับกระเฉง และ มีอำนาจ เป็นอย่างมาก  กษัตริย์ทรงพำนักอยู่ในพระราชวังขนาดใหญ่แห่ง เกลเกล ซึ่งเป็นเมืองในแนวกำแพง พระองค์มีมเหสีและสนมราว 200 นาง คนแคระ 50 คน และมีประชาชนราว 3 แสนคน นอกจากนั้นยังมีสมบัติล้ำค่าอีกมากมาย ในการเสด็จออกจากพระราชฐานนั้น จะต้องมีขบวนผู้ตามเสด็จพร้อมหอกและธงทุกครั้ง กษัตริย์จะประทับอยู่บนราชรถซึ่งมีวัวสีขาวคู่หนึ่งลาก ในปี ค.ศ.1601 การเดินทางครั้งที่สองของชาวฮอลแลนด์นำโดย จาคอบ แวนเฮม สเคิร์ค (Jacob van Heemskerck) เดินทางมาเพื่อขอทำการค้ากับบาหลีและกษัตริย์ก็ทรงอนุญาติ ในปี ค.ศ. 1639หลังจากนั้นเพียงไม่กี่ปี ยุคทองของ เกลเกล ก็เริ่มทดถอยในยุคของ กษัตริย์เบอคุง(Raja Bekung) นำทัพบุกบลัมบังโดยไม่มีเหตุผลจึงทำให้ มะตะราน(Mataram) ตัดสินใจเข้าโจมตีบาหลีอย่างหนัก ราชาเบอคุงสูญเสียอำนาจ และความเชื่อใจ ดังนั้นผู้ครองบัลลังก์องค์ต่อมาจึงย้ายราชธานีจากเกลเกล ไปสู่ คลุงคุง(Klung kung) และขึ้นครองราชย์ในนาม เดวาอะกุง(Dewa agung) เนื่องจากกษัตริย์องค์ก่อนอ่อนแอ จึงทำให้เจ้าฟ้าหลายคนแยกตัวออกเป็นอิสระไม่ขึ้นตรงต่อราชสำนักอีกต่อไป  ในช่วงความขัดแย้งอย่างหนัก เวาอะกุงและซุซุนัน(Susuhunan) ทางบาหลีจึงได้ขอความช่วยเหลือจากฮอลแลนด์ แต่ไม่ได้รับความช่วยเหลือ  แม้ว่าฮอลแอลนด์จะไม่ช่วยแต่อังกฤษไม่เป็นเช่นนั้น อังกฤษสนับสนุนอาวุธ,เสบียงให้กับบาหลี และยังมีการค้าขายทาสกันอีกด้วย จึงทำให้การค้าขายของฮอลแอนด์ในบาหลีเริ่มแย่ลง ในขณะที่อำนาจของ เดวาอุกุงลดลง ราชอาณาจักรในบาหลีที่แยกตนเป็นอิสระก็เริ่มมีอำนาจมากขึ้น และอาณาจักร เกียนยาร์(Gianyar)ก็คืออาณาจักรที่รุ่งเรื่องที่สุด ผู้ก่อตั้งราชวงศ์เกียนยาร์คือ เดวามังกีซคุนิง (Dewa Manggis Kuning) หรือรู้จักกันในนาม เดวามังกีซที่ 1 (เดวา แปลว่าเทพ , มังกีซ แปลว่ามังคุดซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของราชวงศ์) ซึ่งครองความยิ่งใหญ่ต่อมาจนถึง  ปะมาณปี ค.ศ. 1830 เนื่องจากฮอลแลนด์ไม่สามารถตกลงเรื่องนโยบายต่างชาติกับบาหลีได้ จึงเลือกวิธีการส่งคนมาแทรกแซง และใช้กำลัง โดยอ้างเรื่องเรือฮอลแลนด์ซึ่งมีชื่อว่า โอเวรีสเซล (Overijssel) ซึ่งล่มบริเวณแนวประการัง คูต้า(Kuta) และการปล้นสินค้าจากเรือโดยชาวบาหลี เป็นข้ออ้าง ในปี ค.ศ.1846 ฮอลแลนด์ส่งเรือรบ 58 ลำ และกองทหาร 3 พันกองมายังบาหลี และสามารถรบชนะได้อย่างง่ายดายโดยเสียทหารไปเพียง 18 นายเท่านั้น แต่บาหลีกับได้รับในสิ่งตรงข้ามคือสูญเสียและเสียหายอย่างหนัก การจู่โจมครั้งที่สองเกิดขึ้นใน ปีค.ศ.1848 โดยเพิ่มกำลังทหารเป็นเท่าตัว แต่เนื่องจากครั้งนี้บาหลีเคยมีประสบการณ์แล้วจึงได้ทำการตั้งรับ โดยตั้งปืนใหญ่ 25 กระบอก และกำลังทหาร 16,000 นาย ในการตั้งรับ ฮอลแลนด์สูญเสียกำลังพลไปเป็นอย่างมากในการบุกโจมตีทั้ง 3 ครั้ง จนถึงการต่อสู้ครั้งสุดท้ายในวันที่ 4 เมษายน ค.ศ.1849 ฮอลแอลนด์เตรียมบุกโจมตีขั้นแตกหักแต่ต้องประหลาดใจเมื่อพบกองทัพของบาหลีไม่ได้แต่งกายสำหรับออกรบ กษัตริย์และทหารใส่โสร่งสีแดงสดพร้อมกับกริชใหญ่สะพายหลัง การแต่งกายเช่นนี้คือการแต่งกายเพื่อทำพิธี ปุปุตัน(Puputan) คือการฆ่าตัวตายนั่นเอง ในครั้งนี้ฮอลแลนด์ยึดได้ส่วนเหนือของเกาะบาหลีพร้อมครอบครองโดยสิ้นปี  ค.ศ.1850 ฮอลแอนด์ยึดได้ซึ่งบาหลีตะวันตก ปีค.ศ.1900 ยึดได้ซึ่งเกียนยาร์  และยึดเรื่อยมาจนถึง วันที่ 18 เมษายน ค.ศ.1908 เป็นวันที่ฮอลแอนด์ได้รับชัยชนะทั่วทั้งเกาะบาหลีและเป็นการสิ้นสุด อาณาจักรมะจิปะหิค ที่ปกครองบาหลีมาทั้งสิ้น 600 ปี   เนื่องจาก ฮอลแลนด์มีนโยบายในการอนุรักษ์วัฒนธรรมดั้งเดิมของเกาะบาหลี ทำให้เกิดการรักษาและฟื้นฟูวัฒนธรรมและธรรมเนียมต่างๆของบาหลีไว้เป็นอย่างดี จึงถือได้ว่าในช่วงนี้แม้บาหลีจะเป็นเมืองขึ้นของฮอลแลนด์แต่ก็มีความรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะด้านศิลปะ วัฒนธรรม ในยุคแรกๆของศตวรรษที่ 19 บาหลีเริ่มถูกให้ความสนใจจาก นักมนุษยวิทยา นักโบราณคดีศิลปิน นักดนตรี และอื่นๆ เป็นอย่างมาก  โดยเฉพาะศิลปินที่รักในธรรมชาติของบาหลี แต่แล้วในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1942 กองทัพญี่ปุ่นส่งทหาร 500 กองขึ้นเกาะบาหลีและรบชนะฮอลแลนด์ในลำดับต่อมา พร้อมยึดพื้นที่บาหลีทางเหนือมาจากฮอลแลนด์ได้ เพียง3 ปีต่อมา ญี่ปุ่นก็พ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 และในวันที่ 17 สิงหาคม ค.ศ.1945 ซูการ์โน (Soekarno) และโมฮัมเมด ฮัตตา (Mohammed hatta) ได้ประกาศเอกราชของอินโดนีเซีย แต่ขณะนั้นฮอลแลนด์ยังคงถือสิทธิ์ในการปกครองบาหลีอยู่ ด้วยเหตุการณ์นี้ได้เกิดบุรุษผู้สำคัญเป็นอย่างมากสำหรับบาหลี และต่อมาใช้เป็นชื่อของสนามบินบาหลีนั่นคือ กุซตี นกุราห์ไร (Gusti Ngurah rai) วิรบุรุษที่ใช้กลยุทธจากไสยศาสตร์ แทนการวางแผน คำขวัญอันโด่งดังของเขาคือ เสรีภาพหรือความตาย เขาได้ก่อตั้งหน่วยความปลอดภัยของประชาชนในยุคนั้น หรือเรียกว่า เตนตะราเคียมะนันระเคีต(Tentara Keamana Rakyet) เขานำทัพของเขาสู่ภูเขาศักสิทธิ์กุนุงอากุง(Gunung Agung)  พวกเขาซุ่มตัวอยู่ในกำบังบริเวณสันเขาของภูเขาศักสิทธิ์แห่งนี้กองทัพฮอลแอลนด์รู้เท่าทันถึงแผนการจึงได้โอบล้อม แต่พวกเขาก็เอาตัวรอดจากเหตุการณ์นั้นมาได้โดยการปีนหลบหนีข้ามยอดภูเขาไฟ และเดินผ่านพื้นที่ภูเขาสาหัสสากรรจ์ แต่พวกเขาก็ต้องโดนล้อมอีกครั้งหนึ่ง พวกเขาได้รับข้อเสนอให้ยอมแพ้ แต่พวกเขาไม่ยอม พวกเขาเลือกที่จะทำปุปุตัน และสถานที่บริเวณนั้นปัจจุบันคือ สุสานวีรบุรุษแห่งชาติ (national heroes’ cemetery) ด้วยเหตุการณ์นี้การเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านฮอลแลนด์เริ่มรุนแรงขึ้นพร้อมทั้งแรงกดดันจากประเทศพันธมิตรของฮอลแลนด์และสหประชาชาติ จึงทำให้ในที่สุดบาหลีกลายเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ อินโดนนีเซีย ในปี ค.ศ.1949 จนถึง ปัจจุบัน

The local balinese

โลกของคนบาหลีส่วนมากเกิดจาก หน้าที่ทางสังคมกับภารกิจทางศาสนา มีคำกล่าวว่าบาหลีคือเกาะล้านวัดเนื่องจากทุกบ้านจะมีวัดไว้บูชาเป็นของตนเอง เด็กบาหลีเป็นสมาชิกในสังคมที่ได้รับอภิสิทธ์ โดยความเชื่อที่ว่าเด็กยิ่งมีอายุน้อยเท่าไหร่วิญญาณก็ยิ่งบริสุทธิ์เท่านั้น เด็กแรกเกิดถือเป็นสิ่งศักสิทธ์ เพราะพึ่งเดินทางมาสู่โลกมนุษย์จากโลกแห่งวิญญาณ ทารกไม่สามารถสัมผัสพื้นดินจนกว่าจะมีอายุครบ 210 วัน หลังจากครบ210วันจะมีการจัดพิธีเซ่นสรวงต่อ วิญญาณ และหลังจากนั้นเด็กทารกจึงจะสามารถสัมผัสพื้นดินได้ พ่อแม่ชาวบาหลีไม่นิยมตีบุตรของตนเองเนื่องจากเชื่อว่าการตีจะเป็นการทำร้ายวิญญาณอันบอบบางของเด็กแต่จะใช้วิธีการสอนให้เด็กรู้จักเคารพตนเองและผู้อื่น เมื่อเด็กเติบโตเป็นวัยรุ่น สำหรับเด็กผู้หญิงที่มาจากวรรณะสูงเมื่อเริ่มแตกเนื้อสาวแล้วต้องแยกตนออกไปทำพิธีเพื่อต้อนรับความเป็นสาวเต็มตัว โดยการแยกตัวออกไปอยู่ผู้เดียวเพื่อชำระร่างกาย 3 วัน ก่อนจะกลับออกมาในชุดผ้ายกดอกสีทองและมงกุฎดอกไม้เพื่อรับศีลบริสุทธิ์จากนักบวช และจะตามด้วยการเชื่อมฟันทั้งสำหรับเด็กหญิงและเด็กชาย พิธีนี้ทำขึ้นเพื่อลดความมักมากในกาม ความละโมบ โทสะ มัวเมา โง่เขลา และความอิจฉา ซึ่งตามความเชื่อของบาหลีในตัวมนุษย์มีความชั่วร้าย 6 ชนิด โดยผู้เชื่อมฟันทั้ง 6 ให้เป็นเส้นตรงคือนักบวช หลังจากผ่านพิธีเชื่อมฟันเรียบร้อยแล้ว ชาวบาหลีเชื่อกันว่า เด็กเหล่านี้จะหลงไปหาความชั่วร้ายน้อยลง สำหรับวัยแต่งงานของ สาวบาหลีจะเฉลี่ยนอยู่ที่ 20 – 25 ปี ส่วนผู้ชายจะอยู่ที่ 25 – 30 ปี การสืบสายตระกูลถือเป็นภาระที่สำคัญมากที่สุด ผู้ชายที่สามารถเข้าร่วมกลุ่มของชุมชนได้จะต้องผ่านการแต่งงานมาแล้วเท่านั้น รูปแบบสำหรับการแต่งงานที่นิยมมากที่สุดคือ การแต่งงานแบบมะเปดิค (Mapedik) กล่าวคือ ฝ่ายชายยกขันหมากไปขอฝ่ายหญิงและฝ่ายชายจะต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในงานแต่งงานทั้งหมด นอกจากการแต่งงานแบบ มะเปดิคแล้วนั้นยังมี พิธีที่แปลกอยู่อีก 1 ประเภทนั่นคือ การแต่งงานแบบ โกรรอด(Ngrorod) คู่รักจะนัดแนะกันหนีไปยังบ้านของคนที่ทั้งสองสนิท เมื่อถึงวันนัดฝ่ายชายจะแอบลักพาตัวฝ่ายหญิง เมื่อลักพาตัวไปแล้วนั้น ครอบครัวฝ่ายหญิงจะต้องแกล้งทำเป็นกระวนกระวายใจ พ่อของฝ่ายหญิงต้องออกตามหาลูกสาวทุกๆบ้านจนถึงเวลาอันสมควรจึงไปบ้านที่ได้นัดแนะกันไว้แล้ว หลังจากนั้นพิธีขอขมาและวิวาห์ก็จะเกิดขึ้น สำหรับการหย่าร้างฝ่ายชายแจ้งให้กับเจ้าหน้าที่ของหมู่บ้านที่ตนเองอยู่ และแยกย้ายกัน โดยส่วนมากบ้านทางฝ่ายชายจะเป็นผู้ดูแลลูก ในสังคมบาหลีการหย่าร้างมีน้อยมาก ความตายไม่ใช่เรื่องน่ากลัวสำหรับชาวบาหลี ความตายคือการเดินทางของวิญญาณไปสู่สวรรค์ ศพจะเก็บไว้ที่บ้านเพื่อให้ แขกมาเยี่ยมเยียน และเมื่อได้วันเหมาะสมจะนำศพไปฝังในสุสานของหมู่บ้าน และรอวันเผาซึ่งต้องดูตามฤกษ์ บางศพต้องรอการเผาเป็นปี หรือสองปี การเผาศพคือการส่งมอบกายกลับสู่พื้นฐานห้าประการ คือ ลม น้ำ ดิน ไฟ และโลหะ พิธีการเผาศพ วิญญาณจะถูกนำมาจากสุสานโดยเชิญผ่านหุ่นจำลอง เช้าและเที่ยงเจ้าภาพจะเลี้ยงน้ำแขกผู้มาร่วมไว้อาลัย ในงานจะมีดนตรีกาเมลันประกอบ (ดนตรีพื้นบ้านของบาหลี) เมื่อดนตรีรัวจังหวะเพื่อเป็นสัญญาณในการนำศพออกจากบ้าน แขกผู้ชายทุกคนจะรีบเร่งเข้าไปมีส่วนร่วมในการนำศพออกมาถือเป็นการแสดงความเคารพต่อศพ หุ่นจะถูกนำไปไว้บนหอไม้ที่ประดับประดาอย่างสวยงาม มีฐานที่เป็นรูปเต่าที่มีพญานาค สองตนพันอยู่โดยรอบ หอไม้หมายถึงจักรวาร ส่วนเต่าและพญานาคหมายถึงฐานของโลก หีบศพจะเป็นรูปสัตว์ขนาดใหญ่ขึ้นอยู่กับชั้นวรรณะต่างๆ ขบวนแห่ศพจะใช้แขกผู้ชายที่มาร่วมงานในการแบกไปยังที่เผาศพ หุ่นจำลองจะถูกย้ายไปยังหีบศพซึ่งเป็นที่บรรจุศพขึ้นมาจาก

สุสาน นักบวชเริ่มประกอบพิธีและเริ่มเผา หลังจากศพเป็นเถ้าธุรี อับฐิจะถูกนำไปลอยอังคาร เป็นอันจบพิธีเผาศพ เมื่อผ่านไปได้ 12 หรือ 14 วันจะมีการทำบุญเลี้ยงศพและอีก 10 ปีจะจัดเป็นครั้งที่ 2

ศาสนา

เนื่องจากชาวบาหลีมีความใกล้ชิดกับธรรมชาติและก่อนที่จะรับศาสนาฮินดูมาจากอินเดียนั้น บาหลีมีความเชื่อเรื่องอาถรรพ์และจิตวิญญาณของธรรมชาติเช่นดียวกับทุกพื้นที่บนโลกของเรา สำหรับชาวบาหลีบอกภูเขาสูงคือที่พำนักของเทพ ท้องทะเลคือที่สถิตของปีศาจ พลังธรรมชาติจึงแบ่งได้เป็นสองส่วนคู่กันคือ สูงและต่ำ แข็งแรงและอ่อนแอ สุขสบายและป่วยไข้ สะอาดและสกปรก นั้นคือ ความดีและความชั่วนั่นเอง พลังทั้งสองต่างเปรียบดั่งกระจกสะท้อนซึ่งกันและกัน ฉะนั้นชาวบาหลีจึงเคารพและเชื่อในความสมดุล ดั่งที่แสดงออกมาในพิธีกรรมของบาหลี ที่ผดุงไว้ซึ่งความสมดุล ณ จุดกึ่งกลางระหว่างพลังทั้งสองขั่ว(ความดีกับความชั่ว) เนื่องจาก มนุษย์อาศัยอยู่ตรงจุดกึ่งกลางระหว่างทั้งสองขั่วพลัง(ภูเขาสูงคือเทพ,พื้นดินคือมนุษย์,ทะเลคือปีศาจ )

ศาสนาอะกะมาฮินดูธรรมมา (Agama Hindu Dharma) เป็นศาสนาของชาวบาหลี พวกเขาสักการะบูชา วิญญาณศักดิ์สิทธิ์(เทพเจ้าและบรรพบุรุษ) และประกอบพิธีเพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้าย (ปีศาจ,แม่มด,ผี) สองพิธีเบื้องต้นนี้เป็นพิธีที่ไม่อาจละเลย เนื่องจากชาวบาหลีเชื่อว่า ความสุขและความพอใจในชีวิตจะต้องอยู่ระหว่างสมดุลแห่งพลังทั้งสอง เทพเจ้าสูงสุดของชาวบาหลีคือ ซังห์ยางวิดีวะซา (Sanghyang Widi Wasa) เทพเจ้าองค์อื่นๆคือ ร่างอวตารทั้งสิ้น ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าศาสนาฮินดูแบบบาหลีเป็น ศาสนาในแบบเอกเทพ ทุกการบูชา ทุกการสักการะ จะมีเป้าหมายเพื่อบูชา ซังห์ยางวิดีวะซา ทั้งสิ้นแม้กระทั่งวัดที่สร้างเป็นวัดสำหรับเทพองค์อื่น แต่เทพองค์นั้นๆก็คือร่างอวตารของท่านโดยทั้งสิ้น สำหรับชาวบาหลี การมีหลายอวตารของพระเจ้าสูงสุดเป็นสิ่งสำคัญ เปรียบดั่ง กรมกองต้องมีการแบ่งหน้าที่การงานในการปฎิบัติภารกิจ การอวตารก็เช่นกัน พลังสร้างสรรค์ของพระองค์อวตารมาเป็นพระพรหม พลังรักษาอวตารลงมาเป็นพระวิษณุ พลังทำลายล้างอวคารลงมาเป็นพระศิวะ เป็นต้น เลอยัค(Leyak) เป็นวิญญาณอันชั่วร้ายของคนที่ใช้เวทมนต์และไสยศาสตร์ เลอยัคจะชอบดูดเลือดคนและกินเด็ก หากไม่ได้รับการบวงสรวงเซ่นไหว้จากมนุษย์ บุตา(Buta) และคะลา(Kala)คือวิญญาณที่สิงอยู่ตามชายหาด ป่า ชอบทำให้หมู่บ้านเกิดโรคร้ายหรือเรื่องไม่ดีขึ้น หากหมู่บ้านใดพบเจอกับเหตุการณ์ที่มั่นใจว่าเกิดจาก บุตาและคะลา จะต้องรีบทำพิธีชำระล้างหมู่บ้าน นักบวชในศาสนาฮินดูของบาหลี ถือเป็นส่วนสำคัญของชาวบาหลีเนื่องจากนักบวชจะแนะนำวิถีเกี่ยวกับศาสนกิจที่ถูกต้องเพื่อให้ผลของการกระทำนั้นถูกส่งไปในที่ที่ถูกต้อง นักบวชบาหลีแบ่งได้ 2 ระดับ คือ 1.เปอดันดา หรือนักบวชสูงสุด (Pedanda) อยู่ในฐานะผู้นำจิตวิญญาณ ในงานพิธีจะถือว่า เปอดันดาเป็นตัวแทนของผู้คนในการประกอบพิธี เปอดันดาถือเป็นนักบวชที่อุทิศชิวิตให้กับ การทำสมาธิ เทววิทยา และพิธีต่างๆเพื่อการหลุดพ้น จะอาศัยอยู่ที่บ้านโดยมีภรรยาซึ่งเป็นนักบวชหญิงเป็นผู้ช่วยปฎิบัติ 2.เปอมังคู หรือนักบวชประจำวัด (Pemangku)  มีหน้าที่คอยดูแลกิจการงานของวัดและแนะนำในการจัดเตรียมพิธีการอีกทั้งยังเป็นลูกมือให้กับ เปอมังคูในการประกอบศาสนพิธี วัดในบาหลีสามารถพบเห็นได้ทั่วทุกแห่งบนเกาะบาหลี และนอกจากนั้นในบ้านของชาวบาหลีทุกบ้านจะต้องมีวัดเป็นของตัวเอง ชาวบาหลีจะเข้าวัดเพื่อเข้าไปประกอบพิธีทางศาสนาในวันสำคัญเท่านั้น  ยกตัวอย่างเช่นเทศการที่จัดได้ว่าใหญ่เป็นอันดับต้นๆของบาหลี นั่นคือ เทศการโอดะลัน เริ่มจากการเซ่นไหว้ดวงวิญญาณร้าย เครื่องประกอบพิธีจะถูกวางไว้บนพื้นดิน เครื่องบวงสรวงเทพจะได้รับการประดิดประดอยและวางไว้บนแท่นสูงใกล้กับแท่นวางของบูชา ไม้หอมและธูปจะถูกจุดขึ้น เปอมังคูจะร่ายมนต์เพื่ออันเชิญเทพเจ้า เพื่อให้เข้ามาสู่ร่างประติมาหรือร่างจำลอง(Pratima) วงดนตรีกะเมลันประจำวัดจะบรรเลงจังหวะเพื่อให้สัญญาณเริ่มขบวนทำเทพไปยังทะเล แม่น้ำ หรือวัด เพื่อทำพิธีอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ เมื่อขบวนเคลื่อนถึงจุดหมาย ดนตรีจะเปลี่ยนจังหวะเพื่อการร่ายรำ สำหรับงานกลางคืน ลานชั้นนอกของวัดจะถูกเนรมิตให้เป็นงานวัด มีแผงขายของมากมาย และที่ขาดไม่ได้เลยคือการแสดงละครซึ่งจะแสดงหลังเที่ยงคืนไปจนถึงเช้า ในงานนี้ชาวบาหลีทุกคนจะเลือกชุดที่ดีที่สุดของตัวเองเพื่อใส่มาร่วมงาน และยังมีธรรมเนียมที่ว่า หญิงสาวในวัยแต่งานจะเป็นเจ้าของแผงขายของและหากหนุ่มคนไหนสามารถชนะใจเจ้าของแผงได้ เจ้าของแผงจะเก็บค่าสินค้าในราคาถูกกว่าคนอื่นเพื่อแสดงว่าถูกใจชายหนุ่มเช่นกัน  ภายในวัดก็ยังคงดำเนินพิธีทางศาสนาแม้จะเป็นตอนกลางคืน เปอมังคูยังคงประกอบพิธีกรรม ผู้หญิงจะลุกขึ้นมาร่ายรำ บ้างมีการเข้าทรง จนถึงจุดพีคสุดของงานคือ เปอมังคูจะร่ายมนต์เพื่อขอให้เทพเจ้ากลับสวรรค์อย่างพอใจที่ได้รับการต้อนรับอย่างดีบนโลก

บาหลี แพคเกจ 4 วัน 3 คืน

บาหลี แพคเกจ Full Board 4 วัน 3 คืน การบินไทย
อาหารครบทุกมื้อ มีกุ้งมังกร ริมหาดจิมบาลัน
ราคาไม่รวมค่าตั่วเครื่องบิน
ทัวร์บาหลี อินโดเนเซีย
บาหลี แพคเกจ Full Board 4 วัน 3 คืน การบินไทย
อาหารครบทุกมื้อ มีกุ้งมังกร ริมหาดจิมบาลัน
ราคาไม่รวมค่าตั่วเครื่องบิน
รายละเอียดการเดินทาง
บาหลี แพคเกจ Half Board 4 วัน 3 คืน การบินไทย
อาหารบางมื้อ มีกุ้งมังกร ริมหาดจิมบาลัน
ราคาไม่รวมค่าตั่วเครื่องบิน
รายละเอียดการเดินทาง
บาหลี แพคเกจ Full Board 4 วัน 3 คืน Air Asia
อาหารครบทุกมื้อ มีกุ้งมังกร ริมหาดจิมบาลัน
ราคาไม่รวมค่าตั่วเครื่องบิน
รายละเอียดการเดินทาง
บาหลี แพคเกจ Half Board 4 วัน 3 คืน Air Asia
อาหารบางมื้อ มีกุ้งมังกร ริมหาดจิมบาลัน
ราคาไม่รวมค่าตั่วเครื่องบิน
รายละเอียดการเดินทาง