ภูฏาน ดินแดนมังกรสายฟ้า

ภูฏานดินแดนแห่งมังกรสายฟ้า ในหุบเขาหิมาลัย มีพื้นที่ติดกับ อินเดีย และ ทิเบต ของจีน การเดินทางเข้าภูฏานไม่ได้ยากอย่างที่คิด เดี๋ยวนี้ทัวร์ภูฏานไม่มีจำกัดนักท่องเที่ยวแล้ว เมื่อก่อนจะไปภูฏานก็กลัวว่าจะไม่ได้ไปเพราะเป็นช่วงปลายปี กลัวติดโควต้านักท่องเที่ยว แต่จริงๆ ยกเลิกไปนานแล้ว เมื่อ่ตั้งใจจะทำทัวร์ภูฏานครั้งแรก เมื่อ  10 ปีที่แล้ว ก็พยายามหาเอเยนต์ที่ทำทัวร์ภูฏาน ในที่สุด ก็มีบริษัททางภูฏาน รับทำให้ สมัยก่อน ค่าทัวร์ยังขาย  59,900  บาท สำหรับทัวร์  5 วัน ก็ถือว่าราคาสูงเมื่อเทียบกับทัวร์ประเทศอื่น แต่ภูฏานใช้นโยบาย  High Value low Impact เหมือนเป็นการจำกัดนักท่องเที่ยวไปในตัว เมือ่  10  ปีที่แล้วมีการเก็บค่าทัวร์ขั้นต่ำ 200 USD  ต่อคน ต่อ คืน ปัจจุบันได้เพิ่มขึ้นแล้วในช่วง  High Season

 

ข้อมูลท่องเที่ยวภูฏาน

เมื่อเริ่มต้นทำทัวร์ภูฏานก็ศึกษาหาข้อมูลท่องเที่ยวภูฏานซึ่งตอนนั้นมีหนังสือหรือข้อมูลไม่มาก แต่ยังพอหาหนังสือภาษาอังกฤษได้มั่ง แต่ถ้าในภูฏานยังพอมี แต่ปัจจุบันหนังสือท่องเที่ยวภูฏานมีมากพอควร

ก่อนเดินทางสู่ภูฏาน

ก่อนเดินทาง สิ่งสำคัญอย่างแรกคือ วีซ่า ถ้าไม่มีก็เข้าภูฏานไม่ได้ วีซ่าภูฏานใช้เวลาทำประมาณ 3 – 5 วันทำการ แต่ควรเผื่อเวลาไว้ในช่วง  High Season

ค่าวีซ่าภุฏาน ราคา 40  USD  ไม่ต้องติดต่อไปที่สถานทูต เพราะสถานทูตไม่รับทำวีซ่า บริษัททัวร์เท่านั้นที่จะทำวีซ่าให้ได้

ทำอย่างไรถึงจะได้วีซ่าทัวร์ภูฏาน ง่ายๆ แค่จ่ายเงินค่าทัวร์ครบก็ได้รับการอนุมัติวีซ่าแล้ว  เอกสารที่ใช้ก็แค่สแกนหน้าพาสปอรืตให้กับบริษัททัวร์ก็พอ เมื่อมีการโอนเงินไปทางภูฏาน และเงินนี้ได้เข้าไปที่บัญชีของการท่องเที่ยวภูฏาน การท่องเที่ยวภูฏานถึงจะอนุมัติวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยว

โดยปรกติ รัฐบาลให้เก็บเงินค่าทัวร์ขั้นต่ำที่ 200  USD  ในช่วง  Low Season  และ  250 USD ในช่วง  High Season อัตรานี้คิดต่อคืนที่เข้าประเทศ  เงินจำนวนนี้ 65 USd เป็นค่า Royalty fee ซึ่งรัฐบาลจะนำไปพัฒนาประเทศ เหมือนเที่ยวแล้วได้ทำกุศลไปในตัว ที่เหลือจะเป้นค่าโรงแรม อาหาร ไกด์ รถ และค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยว  ถ้าท่านไปกับทัวร์ที่ราคาถูกลองคำนวนดูว่าจะได้ที่พักมาตราฐานแบบไหน และ อาหารจะเป็นอย่างไร

การเดินทางเข้าสู่ภูฏาน

ในสมัยก่อนมีเพียงสายการบินเดียว คือ  Druk Air Royal Bhutan Airline  เป็นสายการบินแห่งชาติ ซึ่งเวลาบินจากกรุงเทพฯ ต้องนั่งฝั่ง  A เพื่อที่จะได้เห็นวิว เทือกเขาหิมาลัย และ อาจจะได้เห็นยอดเขา  Everest , Kanchenchungka , Jumolhari  ถ้าอากาศดี ส่วนขากลับต้องนั่งฝั่ง  F  จะได้เห็นวิวภูเขา

ปัจจุบัน มีสายการบินเอกชนของภูฏานบินเข้าภูฏาน คือ  Tashi Air  หรือ Bhutan airlines

ทั้ง 2 สายการบิน ต้องแวะอินเดีย หรือ บังกลาทศ เพื่อเติมน้ำมัน ทั้งไป และ กลับ แต่ถ้าผู้โดยสารจะบินไป พาโร ทั้งลำ สายการบินอาจจะบินตรงได้ แต่ขากลับมากรุงเทพฯ ยังไงก็ต้องแวะ เติมน้ำมัน

สนามบินในภูฏานมีสนามบินนานาชาติ แห่งเดียวที่ พาโร แต่มีสนามบินภายในประเทศอีก 3  แห่ง คือที่ บุมทัง , เกเลฟู , และ ยงพูลา

ปัจจุบัน มีบินแค่ที่ บุมทัง และ เกเลฟู  มีสายการบินเดียวภายในประเทศคือ  Druk Air

Prima Connection Co.,Ltd.  เป็นตัวแทนจำหน่ายตั๋วเครื่องบินของสายการบิน  Druk Air  อย่างเป็นทางการ  PSA  แต่เราสามารถหาตั๋วของ Bhutan Airline ได้

พาโร ประตูสู่ภูฏาน

พาโร จะมีสนามบินนานาชาติ ซึ่งมีแห่งเดียวของประเทศ  ที่นี่จะไม่มีเครื่องบินขึ้นลงในยามกลางคืน หรือหลังพระอาทิตย์ตกดิน เนื่องจากไม่มีเครื่องนำร่อง นักบินต้องใช้สายตาอย่างเดียว  Visual Flight  และเนื่องจากภูมิประเทศเป็นภูเขาทำให้เที่ยวบินจากพาโร มากรุงเทพฯ ต้องแวะเติมน้ำมันที่อินเดียก่อน

พาโร มีประชากรประมาณ 30,000 คนเป็นเมืองเล็กๆ แต่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย

ปรกติเครื่องจะลงประมาณ 10.00 โมงเช้า เราก็สามารถเที่ยวพาโรได้เลย ระทางจากสนามบินถึงตัวเมืองก็ประมาณ 8 กิโลเมตร

ต้าซอง เป็นพิพิธภัณทสถานแห่งชาติ ในอดีต เป็นป้อมปราการตั้งอยู่เหนือ พาโรซอง ตัวอาคารต้าซองในปัจจุบันปิดซ่อมอยู่เนื่องจากเกิดแผ่นดินไหว  ทางการเลยใช้ อาคารที่อยู่ตรงกันข้ามสำหรับเป็นพิพิธภัณฑ์แทน  ก่อนเข้าไปต้องฝากกล้อง และ โทรศัพท์มือถือ ก่อน เนื่องจากไม่อนุญาตให้นำเข้าไป   ด้านใน จะมี ภาพทังก้า ซึ่งจะเป็นภาพทางพุทธศาสนา , มีหน้ากาก ซึ่งใช้ในงานเทศกาลต่างๆ ของแต่ละเมือง

พาโรซอง  อยู่ด้านล่างของ ต้าซอง สร้างโดย ซับดรุง งาวัง นัมเกล ( Dzong ) เป็นป้อมปราการ จะเป้นศูนย์รวมของทั้งศาสนจักร และ ฝ่ายอาณาจักรเข้าด้วยกัน  เมื่อเราเดินเข้าไปที่ซอง ทุกซอง ลองสังเกตดู ด้านนึงจะเป้นที่ทำการรัฐบาล อีกฝั่งจะเป็นที่พักสงฆ์ หรือเมื่อผ่านหอคอย หรือหอ อุทเซ ตรงกลางของซองก้จะเข้าสู่ส่วนของศาสนจักร พาโรซองใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำเรื่อง  Little Buddha

วัดคิชู เป็นหนึ่งในสอง วัดที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศ สร้างโดยกษัตริย์ซองเซน เกมโป ของทิเบต เพื่อใช้สะกดปีศาจ ตามจุดต่างๆ ทั้งหมด 108 จุด  จุดที่ตรงกับหัวใจของปีศาจคือพระราชวังโปตาลา ในกรุงลาซา ของทิเบต ด้านในจะมีอยู่ 2 ส่วน วัดเก่าจะมีพระพุทธรูปอยุ่ด้านใน ไกด์บางท่านบอกว่าเป็นพระศรีอริยเมตไตร  ส่วนอาคารใหม่จะเป็นรูปปั้นของกูรูรินโปเชขนาดใหญ่

นอกจกนี้ยังมีสถานที่น่าชมในเมืองพาโรอีกมากมาย  เช่น

วัดดุงเช  ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่แห่งหนึ่งอยู่ระหว่างทางจากในเมืองไปพาโรซอง ด้านในจะมีรูปภาพฝาผนังที่สวยงามและเก่าแก่ซึ่งทางวัดยังคงเก็ยรักาาไว้อย่างดี ตัววัดจะเป็น อาคาร 3 ชั้น ถ้าจะขึ้นไปด้านบนต้องปีนบันไดแคบๆขึ้นไป

ยอดเขาจูโมฮารี จากบริเวณทางขึ้นวัดตั๊กซังเลยไปประมาณ 5 – 10 นาที ก็จะเห็นวิวของยอดเขาจูโมฮารีอันสวยงามมีหิมะปกคลุม  ซึ่งจะเห็นได้ก็ในช่วงหน้าหนาวที่ท้องฟ้าเปิด

จากพาโรเดินทางสู่ทิมพูเมืองหลวงใช้เวลาประมาณ 1 – 11/2 ชั่วโมง โดยผ่านทางสนามบิน และจะแวะที่วัดตัมโชก่อน

ตัมโชลาคัง หรือวัดตัมโช โดยปรกติเราจะแวะถ่ายรูปสะพานโซ่แห่งแรกที่สร้างโดยลามะ ทงเทนเกมโป พระรูปนี้ได้สร้างสะพานข้ามแม่น้ำไว้หลายแห่ง อีกที่ที่ยังหลงเหลืออยู่จะอยู่ที่ภาคตะวันออกของภูฏาน แถวเมืองตราชิกัง

ชูซอม จุดที่แม่น้ำมาตัดกัน ในสมัยก่อนเชื่อว่าบริเวณนี้มีปีศาจมากมาย จึงมีการสร้างเจดีย์ไว้ เจดีย์ที่นี่จะมี 3 องค์และ 3 แบบ คือแบบ ภูฏาน ทิเบต และเนปาล

ทิมพู   เมืองหลวงของราชอาณาจักรภูฏาน เป็นเมืองหลวงที่ไม่มีสัญญาณจราจร เมืองในหุบเขาที่สวยงาม สถานที่ตั้งของหน่วยงานราชการ ต่างๆ

 

 

 

[vc_row][vc_column][vc_btn title=”รายละเอียดการท่องเที่ยว” color=”vista-blue” size=”lg” align=”center” link=”url:https%3A%2F%2Fwww.primaconnection.com%2F%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%8F%E0%B8%B2%E0%B8%99%2F|title:%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%8F%E0%B8%B2%E0%B8%99||”][/vc_column][/vc_row]