10 สถานที่ท่องเที่ยวห้ามพลาดเมื่อมาทัวร์อียิปต์

ทัวร์อียิปต์ เที่ยวอียิปต์ แพคเกจอียิปต์

ดินแดนไอยคุปต์ อียิปต์ มีสถานที่ห้ามพลาดเมื่อมาทัวร์อียิปต์มากมาย ส่วนใหญ่จะเป็นโบราณสถาน ซึ่งมีอายุ กว่า 5,000 ปีมาแล้ว

           มนุษย์ในสมัยโบราณน่าจะเป็นผู้ที่มีความพากเพียรพยายามเป็นอย่างสูง สังเกตจากโบราณสถานในหลายๆ แห่ง ในหลายๆ ประเทศ ได้ไปเยือนครั้งเดียวก็เกิดคำถามขึ้นอีกร้อยพัน ด้วยความน่าทึ่งในการก่อสร้าง พร้อมเรื่องราวที่มาที่ไปอันซับซ้อนและลึกซึ้ง เช่นเดียวดินแดนอารยธรรมโบราณอย่างอียิปต์ ซึ่งมีหลายสถานที่ต้องห้ามพลาดอยู่มากมาย

จากนครอิสระกว่า 40 แห่งที่เคยแบ่งแยกชาวอียิปต์สมัยก่อนราชวงศ์ มาถึงสมัยราชวงศ์ที่แบ่งแยกชาวอียิปต์โบราณให้เหลือแค่ 2 ส่วน  ก้าวสู่การก่อตั้งอาณาจักร ที่ปกครองโดยฟาโรห์องค์แรก และได้รวบรวมอียิปต์สองส่วนเข้าด้วยกันในยุคอาณาจักรเก่า แล้ววันหนึ่งยุคอาณาจักรเก่าก็เริ่มเสื่อมลง จากนั้นฟาโรห์เมนทูโฮเทป ที่ 2  แห่งราชวงค์ที่ 12 ได้รวบรวมอียิปต์เข้าเป็นปึกแผ่นอีกครั้งในยุคสมัยกลาง เคลื่อนผ่านมาถึงยุคอาณาจักรใหม่ จนมาถึงปัจจุบัน นั่นหมายถึงดินแดนประวัติศาสตร์ที่มีอายุนานนับ 4,000 ปี

สถานที่ท่องเที่ยวทัวร์อียิปต์

วันนี้อียิปต์เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม  ทัวร์อียิปต์มีมนต์ขลังในดินแดนอารยธรรมโบราณอันงดงามและน่าทึ่ง หนึ่งในนั้นคือพีระมิดอียิปต์ ที่ได้ชื่อว่า เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก และนี่คือ 10 สถานที่ท่องเที่ยว ที่ผู้มาเยือนอียิปต์ต้องห้ามพลาดอย่างเด็ดขาด

1.พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติในแต่ละแห่ง บอกเล่าตัวตนและความเป็นมาของพื้นที่นั้นๆ ได้เป็นอย่างดี เช่นเดียวกับ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอียิปต์ ซึ่งตั้งอยู่ที่จตุรัสดิเพนเด้น กลางกรุงไคโร

เราอาจจะเห็นว่าพิพิธภัณฑ์หลายแห่งเกิดขึ้นหลังจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านเลยไปแล้ว แต่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ 1902 โดย “เมเรียต ออกัสท์” ผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุโบราณ ชาวฝรั่งเศส ส่งผลให้พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอียิปต์  เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก

ที่แห่งนี้ได้รวบรวมหลักฐานทางประวัติศาสตร์จากหลายยุคสมัย มีการดูแลรักษาวัตถุโบราณอันล้ำค่าไว้มากกว่า 100,000 ชิ้น  จัดแสดงเรียงตามยุคตั้งแต่อาณาจักรเก่า-กลาง-ใหม่ ไปจนถึงสมัยปโตเลมีและโรมัน ไฮไลท์ชิ้นสำคัญที่สร้างความน่าตื่นตาตื่นใจให้กับผู้เข้าชม นั่นคือ สมบัติล้ำค่าของฟาโรห์ตุตันคาเมน(King Tutankhamun) ซึ่งยังคงสภาพสมบูรณ์ และมีมูลค่ามหาศาล   เช่น โลงศพทองคำแท้ของฟาโรห์ตุตันคาเมน  หน้ากากทองคำของฟาโรห์ตุตันคาเมน นอกจากนั้นยังได้ตื่นตาตื่นใจกับส่วนจัดแสดงมัมมี่ของกษัตริย์อีกด้วย

 

2.มหาพีระมิดแห่งกิซ่า

สิ่งที่นักท่องเที่ยวโดยทั่วไปใฝ่ฝันไว้ คือการได้เดินทางไปเยือน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก  และเมื่อมาเยือนอียิปต์ จึงไม่ควรพลาดที่จะเดินทางไปชม มหาพีระมิดกิซ่า อันเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณที่ยังคงอยู่

มหาพีระมิดแห่งกิซ่า ตั้งอยู่ที่เมืองกีเซ่ห์ สร้างโดยกษัตริย์คีออปส์ (CHEOPS) หรือ คูฟู (Khufu) บันทึกทางประวัติศาสตร์ระบุว่า มีการก่อสร้างเมื่อกว่า 4,000 ปีมาแล้ว

กลุ่มพีระมิดแห่งกิซ่า ประกอบด้วย  พีระมิดคูฟู (Khufu) หรือ มหาพีระมิดแห่งกิซ่า (The Great Pyramid of Giza) มีขนาดใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดในหมู่พีระมิดแห่งกิซ่า, พีระมิดคาเฟร (Khafre) ตั้งอยู่ตรงกลางของพีระมิดทั้ง 3 มีมหาสฟิงซ์(The Great Sphinx of Giza) หินแกะสลักขนาดยักษ์ อันเป็นสัญลักษณ์ที่เคียงคู่อยู่กับพีระมิดแห่งนี้ และ พีระมิดเมนคูเร (Menkaure) ซึ่งมีขนาดเล็กและเก่าแก่น้อยที่สุดในหมู่พีระมิดแห่งกิซ่า แต่ก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กันเลย

นอกจากกลุ่มพีระมิดทั้ง 3 แห่งแล้ว ยังมีโบราณสถานที่น่าสนใจ เช่น  สฟิงซ์อียิปต์ ซึ่งเป็นการผสมกันระหว่างมนุษย์กับสิงโต ส่วนหัวเหมือนมนุษย์ มีสัญลักษณ์ของฟาโรห์อียิปต์บ่งบอกไว้ นั่นคือมีเคราที่คาง ตรงหน้าผากมีงูแผ่แม่เบี้ยและมีเครื่องประดับรัดเกล้าแบบกษัตริย์ สฟิงซ์เปรียบเสมือนเป็นตัวแทนของกษัตริย์ ทั้งยังเป็นสัตว์ที่มีความฉลาดมากๆ  แถมยังมีพลังในการปกป้องพระศพและทรัพย์สมบัติภายในพีระมิดอีกด้วย ฟังแล้วก็อยากย้อนกลับไปดูให้เห็นกับตาจริงๆ

มหาพีระมิดแห่งกิซ่า สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่เก็บรักษารักษาพระศพของกษัตริย์หรือฟาโรห์ ตามความเชื่อของอียิปต์โบราณว่า จะมีการฟื้นคืนชีพ อย่างที่เราได้อ่าน หรือดูจากหนังที่เกี่ยวกับเรื่องของฟาโรห์นั่นเอง

ใครได้มาเที่ยวชมพีระมิดแห่งกิซ่า ก็น่าจะคิดเหมือนกันว่า คนในสมัยโบราณเขาสร้างกันอย่างไร อดสงสัยไม่ได้ว่ามันจะเป็นงานที่ยากเย็นแสนเข็ญขนาดไหน แล้วต้องใช้เวลานานเท่าไหร่  บางทีก็ดูเหมือนปาฏิหาริย์จนบางคนบอกว่าอาจจะเป็นฝีมือของสิ่งลึกลับที่ไม่อาจพิสูจน์ได้

3.วิหารฟิเล่ อัสวาน

มุ่งหน้าไปทางตอนใต้ของอียิปต์  ที่เมืองอัสวาน ใกล้กับตัวเมืองมีเกาะเล็กๆ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเกาะศักดิ์สิทธิ์ ชื่อว่า “เกาะอากิลเกีย” อันเป็นที่ตั้งของ “วิหารฟิเล่” (Philae Temple) วิหารแห่งนี้สร้างโดยฟาโรห์ในราชวงศ์ปโตเรมี สร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพไอซิส

ความยิ่งใหญ่อลังการของวิหาร ตรึงสายตาของทุกคนที่มาเยือน รอยแกะสลักบนตัวอาคารและเสาระเบียงงดงามและแปลกตา บอกเล่าเรื่องราวของการบูชาเทพเจ้า มีบางลายที่ถูกปรับเปลี่ยนไปบ้าง ในยุคที่ได้รับอิทธิพลจากกลุ่มชาวคริสต์ที่เข้ามาอาศัยอยู่ในอียิปต์  โดยมีช่วงหนึ่งที่องค์การยูเนสโก้แห่งสหประชาชาติได้ทำการแยกส่วนวิหารแล้วเคลื่อนย้ายจากเกาะฟิเล่ กลางแม่น้ำไนล์ มาประกอบใหม่บนเกาะแห่งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงน้ำท่วมที่กัดเซาะตัววิหารมานานถึง 70 ปี หลังจากการสร้างเขื่อนอัสวาน

 

4.เขื่อนยักษ์ อัสวาน

มาดูแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติกันบ้าง ไปกันที่อัสวาน ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญของอียิปต์ ที่นี่มีเขื่อนขนาดยักษ์ มีความสูงถึง 365 ฟุต และกว้างถึง 3,280 ฟุต ด้วยความกว้างใหญ่ไพศาล ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นทะเลสาบที่เกิดจากการสร้างเขื่อนที่ขวางกั้นแม่น้ำไนล์ทั้งสายจนกลายเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดยักษ์  นั่นคือ ทะเลสาบนัสเซอร์ (Nasser) มีความลึกราว 80 เมตร กว้าง 10 เมตร เป็นสถานที่ชมวิวที่ชวนให้ผ่อนคลายในบรรยากาศที่ชุ่มตาชื่นใจ

เขื่อนยักษ์อัสวาน สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1960 เพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้าให้ประชาชนใช้ได้ทั้งประเทศ และการใช้น้ำสำหรับภาคการเกษตร  สร้างโดยการสนับสนุนของสหภาพโซเวียต การันตีด้วยความใหญ่ยักษ์อลังการ พร้อมมุมมองที่สวยงามสุดสายตา และนี่ก็คือเขื่อนที่มีขนาดใหญ่อันดับต้นๆ ของโลก  จึงอยากให้ไปเห็นกับตาว่าจะยิ่งใหญ่และสวยงามเพียงใด

 

5.วิหารอาบูซิมเบล

วิหารอาบูซิมเบล  (Abu Simbel) มีอายุเก่าแก่ราว  3,200 ปีมาแล้ว ตั้งอยู่ที่เมืองอัสวาน สร้างโดยฟาโรห์รามเสสที่ 2 (Ramses II) เพื่อถวายแด่เทพรา – ฮอรัคตี้ เทพแห่งแสงอาทิตย์ยามเช้า ด้านในสุดของวิหารเป็นที่ประดิษฐานรูปสลักหินของเทพเจ้า 4 องค์และหนึ่งในนั้น คือฟาโรห์รามเซสที่ 2 หันหน้าไปทางแม่น้ำ  แสดงถึงพลังและอำนาจของฟาโรห์ที่คอยดูแลปกป้องเหล่าเรือใบที่แล่นในแม่น้ำไนล์

ที่วิหารแห่งนี้ยังมีรายละเอียดต่างๆ ที่น่าสนใจ เช่น ส่วนห้องชั้นในสุด มีรูปหินแกะสลัก 4 องค์ประดิษฐานอยู่  ประกอบด้วย เทพเจ้า Amon, Ramses II, Hamakis และ Ptah  มีความพิเศษตรงที่แต่ละปี ราววันที่ 21 มีนาคม และ วันที่ 21 กันยายน เวลา 5.58 น.แสงอาทิตย์ยามเช้าจะส่องผ่านประตูทางเข้ามา ปรากฏภาพอันงดงามลึกลับชวนค้นหา  อีกส่วนหนึ่งคือ ด้านข้าง ซึ่งมีวิหารเล็กๆ ที่สร้างอุทิศเพื่อมเหสีเนเฟอร์ทารี เพื่อทำการบวงสรวงเทพีฮาธอร์ อันเป็นเทพีแห่งดนตรีและความรัก เนื่องจากพระนาง Nefertari เป็นพระราชินีที่พระองค์รักและโปรดมากที่สุด

หลักฐานทางประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า ในช่วงนับพันปีวิหารแห่งนี้เคยถูกทะเลทรายพัดกลบจนมิด จนนักท่องเที่ยวชาวสวิสมาค้นพบเข้าเมื่อปี ค.ศ. 1813  และเกือบจะจมอยู่ใต้น้ำหลังจากการสร้างเขื่อนอัสวาน จนองค์การยูเนสโก้แห่งสหประชาชาติเข้ามาดูแล ด้วยการนำทีมวิศวรผู้เชี่ยวชาญ ดำเนินการแบ่งส่วนของวิหาร แล้วย้ายขึ้นไปประกอบใหม่ให้สูงกว่าระดับเดิมกว่า 200 ฟุต แม้กระบวนการจะดูยุ่งยากมากๆ แต่ก็ยังคงเอกลักษณ์ที่เหมือนเดิมทุกประการ

6.วิหารลักซอร์

อีกเมืองน่าเที่ยวของอียิปต์ คือ เมืองลักซอร์ อยู่ทางตอนกลางของอียิปต์ ที่นี่มีความสงบ สะอาด และสวยงาม จนหลายคนบอกว่าโรแมนติกสุดๆ เมืองนี้เป็นที่ตั้งของวิหารลักซอร์ ที่สร้างขึ้นมากว่า 3,400 ปีมาแล้ว โดยมีเป้าหมายให้เป็นที่พักผ่อนของเทพเจ้าอะมอนรา (สุริยะเทพ) และครอบครัว

ด้านหน้าของวิหารมีเสาโอเบลิสก์ตั้งโดดเด่นเป็นสง่าอยู่ 1 ต้น เป็นสัญลักษณ์ควบคู่วิหารแห่งนี้ให้ความรู้สึกแข็งแกร่ง เข็มแข็ง มั่นคง มีความหมายถึงชีวิต ความสว่างและความรุ่งโรจน์ เดิมทีมีเสา 2 ต้น แต่อีกต้นได้นำไปเป็นของขวัญแก่ประเทศฝรั่งเศส ในสมัยของโมฮาเหม็ด อาลี ดาชา (Mohamed Ali Dasha) ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ปลาซเดอลาคองคอร์ด กลางกรุงปารีส

ถัดไปจะจากประตูทางเข้า มีรูปสลักลอยตัวของฟาโรห์รามเสสที่ 2 ประทับนั่งทั้งสองข้าง  ถัดจากนั้นเป็นห้องกว้าง ซึ่งระบุว่าเป็นสถานที่จัดเลี้ยง เนื่องจากฝาผนังโดยรอบ มีการสลักเรื่องราวเกี่ยวกับงานเฉลิมฉลอง

ด้วยความยาวนานนับพันปี สถานที่แห่งนี้จึงเคยเป็นหนึ่งในดินแดนที่ถูกทิ้งร้าง จนมีทรายทับถมอยู่หลายศตวรรษ  มีช่วงหนึ่งที่ชาวมุสลิมมาได้เข้ามาอยู่อาศัยในบริเวณนี้  แต่ด้วยความไม่รู้ว่าด้านล่างคือวิหารจึงได้สร้างมัสยิดทับไว้ พอรู้แล้วก็ต้องเคลื่อนย้ายออกไปในปี ค.ศ. 1885 แต่ก็รื้อถอนมัสยิดออกไปไม่ได้   เพราะชาวมุสลิมมีข้อห้ามในการทำลายมัสยิดนั่นเอง ปัจจุบันบริเวณใกล้เคียงก็มีมัสยิสนี้อยู่  ออกจะงงๆ อยู่เหมือนกันว่า เมื่อทรายค่อยพัดหายไป ตัวมัสยิดค่อยๆ ยุบตัวเอง แล้วมาตั้งอยู่ในพื้นระนาบเดียวกับวิหารได้อย่างไร

7.วิหารเดลบาฮารี

หลายคนอาจทราบแล้วว่า ไม่เพียงบุรุษเท่านั้น ที่จะสามารถเป็นฟาโรห์ได้ เพราะมีสตรีจำนวนไม่น้อยที่ปรากฏหลักฐานว่าเป็นผู้ปกครองอาณาจักรอันยิ่งใหญ่นี้

เช่นเดียวกับ “ฟาโรห์หญิงฮัตเชปซุต” หรือที่รู้จักในนามของ “ราชินีหนวด” หรือ “ราชินีเครา” แห่งราชอาณาจักรใหม่ที่ครองราชย์เมื่อสมัย 1,450 ปีก่อนคริสตกาล เป็นฟาโรห์หญิงที่มีชื่อเสียงมาก สามารถนำพาอียิปต์โบราณเข้าสู่ยุครุ่งเรือง โดยเฉพาะด้านการค้าขาย เรียกว่าเป็นราชินีที่มีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก

วิหารเดลบาฮารี (Deir el Bahari) เป็นอนุสรณ์สถานที่ประดิษฐานพระศพของฟาโรห์หญิงฮัตเชปซุต  ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิก  “เซเนมุท” เมื่อกว่า 3,500 ปีมาแล้ว การเที่ยวชมวิหารเดลบาฮารี จะต้องนั่งรถรางเข้าไป เนื่องจากตัววิหารตั้งอยู่ลึกเข้าไปในหุบเขา ใกล้กับแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอย่างหุบเขากษัตริย์

วิหารนี้สร้างโดยเลียนแบบวิหารที่อยู่ด้านข้างซึ่งเป็นวิหารของฟาโรห์เมนทูโฮเทป ที่ 2 (Mentu  hotep II) ด้านหน้าของวิหารจะเป็นที่สำหรับปลูกต้นไม้ ซึ่งพระนางได้มาจากการทำการค้ากับเมืองพันท์ (Punt) ซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นประเทศ โซมาเลียในปัจจุบัน

วิหารนี้มีลักษณะลาดชั้นหาระเบียง ทั้งหมด 3 ชั้น ชั้นล่างสุด แสดงเรื่องราวเกี่ยวกับการลำเลียงเสาหิน โอเบลิสก์ มาทางเรือ  ชั้น 2 มีเรื่องราวเกี่ยวกับการทำการค้ากับเมืองพันท์  ชั้นบนสุด คือ Hypostyle  Hall เป็นเรื่องเกี่ยวกับการถวายของแด่เทพ  มาแล้วก็จะได้เห็นว่า ผู้หญิงก็มีพลังอำนาจนำพาให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองมาได้ตั้งแต่สมัยโบราณ สาวๆ ที่ได้มาเยือนก็อาจจะได้รับแรงบันดาลใจในการทำงานมากขึ้น

8.วิหารคาร์นัค

มาถึงอีกสถานที่อันเป็นสุดยอดของโลกอีกแห่งหนึ่งในอียิปต์ นั่นคือ มหาวิหารคาร์นัค (Karnak Temple) ศานสถานที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก แค่อาคารเดียวก็เดินกันจนเมื่อย จึงเป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในอียิปต์

มหาวิหารแห่งนี้เริ่มก่อสร้างในสมัยฟาโรห์ทุตโมซิสที่ 1 เพื่อถวายแด่เทพอามอนรา เมื่อกว่า 3,600 ปีมาแล้ว หลังจากนั้นฟาโรห์องค์ต่าง ๆ ก็ได้ทำการก่อสร้างเพิ่มเติม ทำให้วิหารมีขนาดใหญ่ขึ้นอีกมาก โดยเฉพาะในสมัยของฟาโรห์ทุตโมซิสที่ 2, พระนางฮัปเชปซุตและฟาโรห์ทุตโมซิสที่ 3 จนถึงสมัยพระเจ้ารามเซสที่ 2 มหาราช ซึ่งเป็นยุคที่วิหารมีความรุ่งเรืองมากที่สุด

ด้วยความกว้างใหญ่ไพศาลของวิหารคาร์ซัค ทำให้มีจุดสำคัญๆ ในการเที่ยวชมอยู่มาก อาทิ สฟิงค์หัวแพะที่อยู่ตรงทางเดินหน้าซุ้มประตู, รูปสลักฟาโรห์พินูดเจม (Pinudjem) แห่งราชวงศ์ที่ 21 มีความสูง 15 เมตร ที่หลายคนอาจจะคุ้นตากันเป็นอย่างดี เพราะเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ในการโปรโมทการท่องเที่ยวอียิปต์นั่นเอง, ห้องโถง Hypostyle Hall  ที่มีเสาสูง 10 เมตรอยู่ถึง 122 ต้น  และมีเสาขนาดยักษ์เส้นผ่าศูนย์กลาง 3 เมตร สูง 21 เมตรอีก 12 ต้น รวมไปถึง รูปสลักแมลงสคารับที่ ชาวอียิปต์โบราณเชื่อกันว่าเป็นสัตว์นำโชค เป็นต้น นี้คือสถานที่ที่ยิ่งใหญ่อลังการสมความเป็นอียิปต์โบราณอีกหนึ่งจุดที่ห้ามพลาด

 

9.สุสานกษัตริย์

คนไม่ดีหรือพวกโจร มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ แม้แต่พีระมิดของฟาโรห์ก็ยังเป็นเป้าหมาย ดังนั้นหากไม่สร้างพีระมิดในการฝังร่างฟาโรห์ แล้วจะฝังร่างท่านไว้ที่ไหน นี่คือที่มาของสุสานกษัตริย์ ซึ่งตั้งอยู่ในหุบผากษัตริย์ (Valley of the Kings) บริเวณหน้าผาธีบัน ลักษณะพิเศษของภูเขาแห่งนี้คือมียอดแหลมคล้ายพีระมิด ซึ่งชาวอียิปต์โบราณเชื่อว่าเป็นทำเลที่เหมาะแก่การฝังร่างของฟาโรห์แทนการสร้างพีระมิด ซึ่งเสี่ยงกับกลุ่มโจรที่มักจะเข้ามาขุดสุสาน

ความน่าทึ่งอยู่ที่วิธีการขุดเจาะภูเขาแล้วทำทางเดินลับเข้าไป ภายในจะทำเป็นทางเดินเป็นช่วง ๆ มีห้องสำหรับวางโลงศพ สมบัติ ข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว รวมทั้งภาพเขียนต่างๆ ซึ่งผู้เข้าชมจะได้พบกับความลึกลับซับซ้อนของสุสานแห่งนี้ พร้อมชมความสวยงามแปลกตาของภาพเขียนซึ่งเป็นศิลปะสมัยโบราณ  และข้าวของเครื่องใช้ ที่พวกโจรไม่สามารถเข้ามาขโมยไปได้ นับเป็นวิธีการแก้ปัญหาอันชาญฉลาดมากๆ

สุสานแห่งนี้เริ่มฝังพระศพของกษัตริย์มาตั้งแต่สมัยของฟาโรห์ทุตโมซิสที่ 1 (ราชวงศ์ที่ 18) เป็นต้นมา รวมจำนวนฟาร์โรห์ที่ฝังอยู่ที่นี่หลายสิบพระองค์ เท่าที่นักสำรวจได้ทำการค้นพบแล้ว 65 หลุม และยังมีหลุมที่ไม่อาจระบุได้ว่าคือใครอีกจำนวนหนึ่ง

 

10.คาตาโคมบ์ อเล็กซานเดรีย

อีกสถานที่อันเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ที่เรียกความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกอีกแห่งหนึ่งในอียิปต์ คือ สุสานแห่งอเล็กซานเดรีย (Catacombs of Alexandria) ตั้งอยู่ในเมืองอเล็กซานเดรีย ประเทศอียิปต์ สร้างในคริสต์ศตวรรษที่ 2 แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าผู้ใดสร้าง มีความลึก 32 เมตร  มีทางเดินเป็นทางยาวกว่า 100 กิโลเมตร

เมืองอเล็กซานเดรีย  เป็นเมืองท่าที่สำคัญของอียิปต์ มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากกรุงไคโร เดิมเมืองอเล็กซานเดรียมีชื่อ “ราคอนดาห์” แต่หลังจากนั้นถูกค้นพบโดยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชแห่งกรีกเมื่อ 332 ปีก่อนคริสตกาล และได้ยึดเป็นเมืองขึ้นของกรีก และได้ใช้นามของพระองค์ตั้งเป็นชื่อเมืองของตัวเอง

สุสานแห่งอเล็กซานเดรีย เป็นอุโมงค์ที่เก็บศพ และทรัพย์สมบัติของกษัตริย์อียิปต์โบราณ อุโมงค์ฝังศพ หรือที่เรียกว่า คาตาโคมบ์ (Catacombs) เป็นอุโมงค์ที่สร้างด้วยหินก้อนใหญ่  ขุดลึกลงไปเป็นชั้นๆ  แบ่งเป็น 3 ชั้นแต่ละชั้นมีทางเดินสลับซับซ้อน ชั้นที่ 1 เป็นสถานที่เตรียมการปลงศพ ชั้นที่ 2 เป็นที่เก็บรักษาศพและทรัพย์สมบัติ และชั้นที่ 3 ใช้เป็นที่รวมญาติเพื่อระลึกถึงผู้ตาย ว่ากันว่าในยุคนั้นจะมีการเลี้ยงสังสรรค์กันตลอดทั้งวัน  รวมทั้งยังเล่ากันต่อๆ กันมาว่า สมัยที่นักโบราณคดีได้ค้นพบที่แห่งนี้  ยังมีขวดไวน์และจานวางอยู่บนโต๊ะ ฟังแล้วก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมถึงอยู่มานานได้ขนาดนั้น  และในครั้งแรกของการค้นพบ ยังบอกว่ามีศพบรรจุอยู่ถึง 50,000 ศพ จึงถือว่าเป็นสุสานใต้ดินที่ใหญ่ที่สุด

สรุปทัวร์อียิปต์

และนี่คือ 10 แหล่งท่องเที่ยวสำหรับทัวร์อียิปต์ ระดับสุดยอดในดินแดนอารยธรรมอันน่าทึ่ง ทุกสถานที่คือครั้งหนึ่งในชีวิตที่เราจะได้อยู่ท่ามกลางประวัติศาสตร์โบราณซึ่งมีอายุยาวนาน ผ่านความรุ่งเรืองและล่มสลายมาหลายต่อหลายสมัย  เป็นอีกหลักฐานหนึ่งที่ยืนยันได้ว่า มนุษย์ชาติกับศิลปะอยู่เคียงคู่กันมาตั้งแต่อดีตกาล อีกทั้งในแต่ละสถานที่คือสมบัติล้ำค่าของโลกอันหามูลค่าที่สุดไม่ได้ จึงไม่อยากให้พลาดด้วยประการทั้งปวง

ทัวร์อียิปต์เป็นทัวร์ทางอารยธรรมและประวัติศาสตร์ ทำให้เราย้อนไปได้ถึง 5,000 ปีก่อน และมีสถานที่ที่ต้องมาเยือนหลากหลาย นอกจากนี้ชาวอียิปต์มีจิตใจรักการบริการ อาหารในระหว่างการเดินทางก็รับประทานได้ อาจจะไม่ถูกปากคนไทยเท่าไหร่ และที่ไม่พลาดก็คือการเลือกซื้อของฝากทั้งแบบโบราณและทันสมัย ทำให้การเดินทางมาอียิปต์นั้นคุ้มค่าแน่นอน