เรื่องน่ารู้ทัวร์ศรีลังกา แพคเกจศรีลังกา

ทัวร์ศรีลังกา แพคเกจศรีลังกา

ก่อนเดินทางไปทัวร์ศรีลังกา หรือ เที่ยวประเทศไหนก็ตาม ควรศึกษาเบื้องต้นเดี่ยวกับประเทศนั้นๆ  ก่อนวื้อแพคเกจศรีลังกา ขอแนะนำประเทศศรลังกาแบบคร่าวๆ

ศรีลังกา หรือชื่อทางการว่า สาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา  เป็นประเทศเกาะในมหาสมุทรอินเดียตอนเหนือ นอกชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของอนุทวีปอินเดีย ชื่อในอดีตได้แก่ ลังกา ลังกาทวีป สิงหลทวีป และ ซีลอน ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้ในสมัยอาณานิคมจนถึง พ.ศ. 2517 มีพรมแดนทางทะเลติดต่อกับอินเดียทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ และมัลดีฟส์ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้

ทัวร์ศรีลังกา และเรื่องทั่วไป

ลักษณะของภูมิประเทศ และ เรื่องทั่วไปที่ ก่อนไปทัวร์ศรีลังกา ไปเที่ยวศรีลังกา ควรทราบ เพื่อจะได้เตรียมตัวก่อนการเดินทาง

เป็นเกาะรูปร่างคล้ายหยดน้ำ ตั้งอยู่ในมหาสมุทรอินเดีย  มีพื้นที่ 65,610 ตารางกิโลเมตร (เล็กกว่าไทย 8 เท่า) ห่างจากประเทศอินเดีย 35 กิโลเมตรโดยมี ช่องแคบพอล์กขวางกั้นอยู่

พื้นที่ของสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา แบ่งออกเป็น 2 เขตคือ

  1. เขตชุ่มชื้น ได้แก่ บริเวณภาคตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด มีฝนตกมากกว่า 1,905 มิลลิเมตรต่อปีในที่สูงกว่า 3,750 มิลลิเมตร ฤดูแล้งสั้นประมาณ 1 – 3 เดือน อันได้แก่ภาค ตะวันออกเฉียงใต้ มีอุณหภูมิในที่ราบ 27 องศาเซลเซียสพิสัยน้อยกว่า 3 องศาเซลเซียส เขตชุ่มชื้นนี้มีฝนตกหนักช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม และฝนตกน้อยช่วงเดือน มกราคมถึงกุมภาพันธ์ ประชาชนประกอบอาชีพด้วยการปลูกข้าว ยางพารา ชา กาแฟ และมะพร้าว
  2. เขตที่ราบ ได้แก่ บริเวณชายฝั่งตะวันออกทั้งหมด และชายฝั่งทะเลด้านตะวันตก โคลัมโบ พื้นที่มีทั้งที่ราบสูงและที่ราบต่ำ เหมาะแก่การเพาะปลูกยางพารา ข้าว ชา โกโก้ เป็นต้น

ที่ตั้งศรีลังกา : เป็นเกาะในมหาสมุทรอินเดีย ความยาว 353 กิโลเมตร กว้าง 183 กิโลเมตร

พื้นที่ศรีลังกา : 65,610 ตารางกิโลเมตร

ภูมิอากาศศรีลังกา : ร้อนชื้น ฝนตกชุก อุณหภูมิเฉลี่ย 27 องศาเซลเซียส

 เมืองหลวงศรีลังกา : ศรีจายะวาเดเนปุระ (Sri Jayawardenapura – Kotte)

 เมืองศูนย์กลางธุรกิจศรีลังกา : โคลัมโบ

 ประชากรศรีลังกา : 21,481,334 ล้านคน (ก.ค. 2555)

 เชื้อชาติศรีลังกา : สิงหล 73.8 % มัวร์ 7.2 % ทมิฬ 8.5 % อื่นๆ 10.5 %

 ศาสนาศรีลังกา : พุทธ 69.1 % มุสลิม 7.6 % ฮินดู 7.1 % คริสต์ 6.2 % อื่นๆ 10 %

 ภาษาศรีลังกา : สิงหล ทมิฬ และอังกฤษ

 เวลาศรีลังกา : ช้ากว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง 30 นาที

 การขับรถศรีลังกา : ชิดด้านซ้าย เหมือนประเทศไทย จำกัดความเร็วในบริเวณชุมชน 56 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บริเวณนอกชุมชน 72 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง

 ระบบไฟฟ้าศรีลังกา: 230 -240 V ใช้ปลั๊กเหลี่ยมสามขา

หน่วยเงินตราศรีลังกา  : เงินรูปีศรีลังกา (Sri Lankan Rupee) อัตราแลกเปลี่ยน 1 รูปีศรีลังกาเท่ากับประมาณ 0.25 บาท (สถานะ ณ ม.ค. 2558)

วันชาติศรีลังกา : 4 กุทภาพันธ์ของทุกปี (สืบเนื่องจากวันได้รับเอกราชตรงกับวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2491)

เกล็ดความรู้ก่อนเที่ยวศีลังกา

วีซ่าท่องเที่ยวศรีลังกา : แนะนำการขอ 2 ช่องทาง คือ 1.แบบ On arrival ค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 40 USD จะมีเค้าเตอร์บริการอยู่ในสนามบินสามารถสังเหตได้ง่าย  2.ขอแบบออนไลด์ค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 35 USD สามารถตัดบัตรเครดิตได้

ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.eta.gov.lk/

ทัวร์ศรีลังกา เที่ยวศรีลังกา แพคเกจศรีลังกา
โปลอนนารูวา

 การเดินทางไปทัวร์ศรีลังกา

จากประเทศไทยเราสามารถเดินทางไปทัวร์ศรีลังกาได้โดยทางเครื่องบินเท่านั้น: จาก กรุงเทพบินตรงสู่สนามบิน บันการาไนยเก(Bandaranaike) โคลัมโบ ปัจจุบันมี 2 สายการบินคือ การบินไทย(TG) และ  ศรีลังกาแอร์ไลน์(UL) โดยใช้เวลาบิน 3 ชั่วโมง 25 นาทีโดยประมาณ

การเดินทางในประเทศศรีลังกา :

รถแท๊กซี่ในศรีลังกา :  หาได้อย่างสะดวกในเขตเมืองแต่ในชนบทหาได้ค่อนข้างยาก ชำระเงินโดยคำนวณจากมิเตอร์โดย(กิโลเมตรแรก 28 รูปี)

รถไฟในศรีลังกา : ควรโทรจองล่วงหน้าก่อน 10 วันเพื่อจองที่นั่งชั้นหนึ่งพิเศษ (โทร 434215) แต่หากนั่งในชั้นธรรมดาคนจะแน่นมาก

รถบัสในศรีลังกา : มีบริการเส้นทางระหว่างเมืองและในเมือง รถมีสภาพค่อนข้างเก่าและส่วนมากไม่มีแอร์ นอกจากนั้นจำนวนรถมักจะมีไม่พอสำหรับจำนวนผู่โดยสาร

ไฟฟ้าศรีลังกา: 230 -240 V ใช้ปลั๊กเหลี่ยมสามขา ควรนำ Adapter แปลงไฟไปด้วย

การให้ทิปในศรีลังกา : ไม่เป็นการบังคับ เพราะตามโรงแรมและร้านอาหารมีการ รวมทิปไว้ในบิลเรียบร้อยแล้ว

การถ่ายรูปในศรีลังกา : ควรนำอุปกรณ์สำหรับการถ่ายภาพไปให้พร้อม เนื่องจากค่อนข้างหายากในศรีลังกา และการถ่ายรูปในสถานที่ท่องเที่ยว จะต้องเสียค่าธรรมเนียมการถ่ายรูป แล้วแต่สถานที่นั้นๆกำหนด

โรงแรมที่พักในศรีลังกา : สำหรับเมืองใหญ่ในศรีลังกา มีโรงแรมอยู่ในทุกระดับ ตั้งแต่เกสต์เฮาส์ไปจนถึงโรงแรมระดับ 5 ดาว ให้ผู้เดินทางได้เลือก

ชีวิตกลางคืนในศรีลังกา  : สำหรับชนบทค่อนข้างเงียบสงบ แต่สำหรับกรุงโคลัมโบนั้นมีทุกอย่างครบครัน ทั้งผับ บาร์ ไนต์คลับ และมีคาสิโนมากกว่า 20 แห่งเปิดตลอด 24 ชั่วโมง

สถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาดทัวร์ศรีลังกา

เมืองอนุราชปุระ

อดีตเคยเป็นเมืองหลวงเก่า สมัยพุทธศตวรรษที่ 3 (เก่าแก่กว่า 2,200 ปี) และเคยเป็นเมืองหลวงของประเทศอยู่นานถึง 1,500 ปี เมืองนี้ตั้งชื่อตามกลุ่มขอดวงดาวอนุราธที่หมายถึง ความมั่นคง ความมั่งคั่งและสมบูรณ์พูนสุ

เจดีย์ถูปาราม (เมืองอนุราชปุระ ศรีลังกา ) 

เป็นเจดีย์ทางพุทธศาสนาองค์แรกที่สร้างขึ้นโดยพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ ประมาณ พ.ศ.300 เพื่อประดิษฐานกระดูกพระรากขวัญ (ไหปลาร้า)เบื้องขวาของพระพุทธองค์ ในครั้งที่พระมหินท์พระโอรสของพระเจ้าอโศกมหาราชจากอินเดียได้เสด็จมาเผยแผ่พุทธศาสนาในเกาะลังกา

โลหะปราสาท (เมืองอนุราชปุระ ศรีลังกา )

สร้างขึ้นครั้งแรกในสมัยพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ  ต่อมาในสมัยพระเจ้าทุฏฐคามณี ได้สร้างเพิ่มถวายเป็นพุทธบูชาสำหรับพระของวัดมหาวิหารจำพรรษา ปราสาทแห่งนี้เป็นรูปสี่เหลี่ยมสูง 9 ชั้น แต่ละชั้นมี 100 ห้อง หลังคามุงกระเบื้องด้วยโลหะทองแดงผสม ทำให้ได้ชื่อว่า โลหะปราสาท แต่ละห้องประดับด้วยอัญมณีมีค่าชนิดต่างๆ สำหรับพระสงฆ์ผู้ทรงภูมิความรู้ได้พักอาศัยและนั่งวิปัสนากรรมฐาน โละปราสาทนี้ถูกไฟไหม้เสียหายหมดในสมัยพระเจ้าลัญชติสสะ ผู้ครองราชต่อจากพระเจ้าทุฏฐคามณี พระองค์จึงสร้างขึ้นใหม่เพียง 7 ชั้นเท่านั้น ต่อจากนั้นก็มีการซ่อมแซมหลายครั้งมาถึงพุทธศตวรรษที่ 16 ถูกทำลายโดยพวกโจฬะ ที่ชอบมารุกรานเกาะลังกา ซากที่เห้นกันอยู่ในปัจจุบัน สร้างขั้นใหม่ใยสมัยพระเจ้าปรากรมพาหุที่ 1 มหาราช ต้นพุทธศตวรรษที่ 18 และปัจจุบันหลงเหลืออยู่เพียงชั้นฐานของอาคาร มีซากของเสาหินตั้งเรียงรายอยู่ 1,600 ต้น แบ่งออกเป็น 40 แถว แถวละ 40 ต้น

ต้นศรีมหาโพธิ์(เมืองอนุราชปุระ ศรีลังกา )   

พระนางเถรีสังฆมิตตา พระราชธิกาของพระเจ้าอโศกมหาราชทรงผนวชเป็นภิกษุณี ได้นำหน่อต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นนี้มาจากพุทธคยา อินเดีย มาปลูกไว้ที่เมืองอนุราธปุระประมาณ พ.ศ.235

พระมหาเจดีย์รุวันเวลิ (เมืองอนุราชปุระ ศรีลังกา )  

สร้างขึ้นในปี พ.ศ.382-406 สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกในการทรงชนช้างชนะต่อพระยาเอฬทมิฬ ออกแบบก่อสร้างโดยพระอินทคุตตะ ซึ่งเป็นพระอรหันต์ในครั้งพุทธกาล  สถูปสีขาวสูงใหญ่ถึง 300 ฟุต เส้นรอบวง 942 ฟุต สร้างในรัชสมัยพระเจ้าทุฏฐคามณีกษัตริย์องค์ที่ 14 ของศรีลังกา  บริเวณรอบกำแพงฐานพระเจดีย์มีประติมากรรมรูปช้าง 336 เชือก หันหน้าออกรอบองค์เจดีย์

วัดอิสุรุมุณิยา (เมืองอนุราชปุระ ศรีลังกา )

ตัววิหารถูกสลักเข้าไปในภูเขาในอดีตสัญนิฐานว่าเคยเป็นวัดของฮินดูมาก่อนแต่ปัจจุบันเป็นวัดในศาสนาพุทธ  และนอกจากนั้นยังมีภาพสลักที่โด่งดังเป็นอย่างมากนั่นคือ the lover คือรูปของเจ้าชายที่ยอมสละราชบัลลัง เพื่อความรักที่มีต่อหญิงสามัญชน

เมืองโปโลนนารุวะ

เมืองหลวงแห่งที่ 2 ของประเทศศรีลังกา ย้ายจาก อนุราธปุระ  สู่โปโลนนารุวะ ใน พ.ศ.1560 ตั้งขึ้นโดยพวกโจฬะในกองทัพของพระเจ้าราชราชาที่ 1 จากอินเดียตอนใต้ยกทัพเข้ามายึดเมืองอนุราธปุระ

กลุ่มโบราณสถานที่น่าสนใจในเมืองโปโลนนารุวะ

วิหารถูปาราม (เมืองโปโลนนารุวะ ศรีลังกา )

ปัจจุบัยยังไม่สามารถระบุผู้สร้างได้ วิหารถูปารามได้รับการยอมรับว่าเป็นวิหารที่งดงามสมบูรณ์ที่สุดในบรรดาโบราณสถานต่างๆในบริเวณโดยรอบ

เจดีย์วฏะทาเค (เมืองโปโลนนารุวะ ศรีลังกา )

มีพระพุทธรูปปางสมาธิประดิษฐานอยู่หน้าเจดีย์ ทั้ง 4 ด้าน องค์เจดีย์ทำด้วยหินและอิฐ มีลายสลักสวยงามทั้ง ลายสิงโต คนแคระ ดอกไม้ เป็นต้น นอกจากนั้นยังมี ทวารบาลสลักด้วยหินที่ได้รับการยกย่องว่า เป็นงานที่สวยที่สุดในยุคศิลปะ โปโลนนารุวะ อีกด้วย

ฮาตะทาเค (เมืองโปโลนนารุวะ ศรีลังกา ) 

หรือลานพระเขี้ยวแก้ว เนื่องจากในอดีตเคยเป็นที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้ว

คัลโปตะ (เมืองโปโลนนารุวะ ศรีลังกา )

จารึกแผ่นหินขนาดใหญ่ที่สุดในศรีลังกา ยาวถึง 8 เมตรและกว้างถึง 4.25เมตรด้วยกัน สร้างในสมัยพระเจ้านิสสังกมัลละ ประมาณ พ.ศ.1800  บอกเล่าเรื่องราวในสมัยที่พระเจ้านิสสังกมัลละ ยกทัพไปอินเดีย และความสัมพันของพระองค์กับอาณาจักรเพื่อนบ้าน

สัตตมหาปราสาท (เมืองโปโลนนารุวะ ศรีลังกา )

ยังไม่พบหลักฐานของผู้สร้าง เป็นปราสาท 7 ชั้น และเป็นปราสาทที่มีรูปแบบที่แปลกไปจากปราสาทอื่นๆในศรีลังกา จึงถือได้ว่าปราสาทในลักษณะนี้มีเพียงแห่งเดียวในศรีลังกา

คัลวิหาร (เมืองโปโลนนารุวะ ศรีลังกา )

 สร้างโดยพระเจ้าปรากรมพาหุมหาราช เป็นวิหารที่สลักพระพุทธรุป 4 องค์บนหน้าผาหินของภูเขาธรรมชาติ

องค์แรก เป็นพระพุทธรูปประทับนั่งปางสมาธิ ที่ฐานของพระพุทธรูปสลักเป็นรูปสิงห์นั่งสลับกับวัชระด้าน

องค์ที่สอง เป็นพระพุทธรูปนั่งปางสมาธิเช่นเดียวกับองค์แรก แต่มีขนาดเล็กกว่าและสลักไว้ในถ้ำที่ขุดลึกเข้าไปในภูเขา ประทับนั่งอยู่บนบัลลังก์

องค์ที่สาม เป็นพระพุทธรูปปางรำพึง

องค์ที่สี่ เป็นพระพุทธรูปปางเสด็จดับขันธปรินิพาร

 อาฬาหนะปริเวณ (เมืองโปโลนนารุวะ ศรีลังกา )  

สร้างโดยพระเจ้าปรากรมพาหุที่ 1 มหาราช

กลุ่มโบราณสถานที่น่าสนใจในอาฬาหนะปริเวณ

            เจดีย์โกตเวเหระ เจดีย์ขนาดใหญ่ที่สุดในเมืองโปโลนนารุวะ สูงถึง 55 เมตรและมีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 54 เมตร ครั้งหนึ่งบนยอดของเจดีย์ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยทองคำ เนื่องจาก โกตเวเหระ นั้นแปลว่า เจดีย์ที่มียอดเป็นทอง

            พัทธสีมาปราสาท วิหารสำหรับประชุมสงฆ์ และประกอบพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์

วิหารติวังกะ (เมืองโปโลนนารุวะ ศรีลังกา )  ประดิษฐาน พระพุทธรูปยืนด้วยอาการตริภังค์ (แสดงอาหารยืนเอียงงอ 3 ส่วนคือ คอ ไหล่ และสะโพก) นอกจากนั้นยังมีภาพพระพุทธเจ้าเสด็จลงจากดาวดึงส์ , ภาพเทพชุมนุม

โปตคุลวิหาร (เมืองโปโลนนารุวะ ศรีลังกา ) เป็นรูปประติมากรรมขนาดใหญ่สูงประมาณ 3.4 เมตร  นักวิชาการได้ลงความเห็นไว้ 2 ลักษณะว่า 1.เป็นรูปสลักของพระเจ้าปรากรมพาหุมหาราชที่ 1 2.เป็นอนุเสารีย์ของนักปราชญ์

สิกิริยา

เป็นหนึ่งสถานที่ที่คนไทยเรารู้จักกันเป็นอย่างดี เริ่มต้นตั้งแต่ พ.ศ.277 ผู้ตั่งชื่อภูเขาบริเวณนี้ถูกตั้งชื่อว่า สีหคิรี โดยพระเจ้าเทวานัมปิยะติสสะเมื่อทรงเสด็จมาประพาสบริเวณนี้ มีความหมายว่า ภูเขาราชสีห์ ต่อมาใน พ.ศ.440 ได้มาการสร้างป้อมหิน ศาลาโรงธรรม ขึ้นโดยพระเจ้าปุลหัตถะ ต่อมามีการสร้างโรงทานสำหรับภิกษุขึ้นเพิ่มเติมในสมัยของพระเจ้าพาหิยะ ล่วงมาภึง พ.ศ.1020 สมัยของพระเจ้ากัสสปะ ทรงสร้างป้อมปราการและพระราชวังที่ประทับ เพื่อใช้เป็นที่หลบภัยสงคราม เนื่องจากพระองค์ได้กระทำ ปิตุฆาต โดยการจับพระบิดา พระเจ้าธาตุเสน ขังคุกแล้วโบกปูนปิด เพราะต้องการขึ้นครองราชสมบัติ พระเจ้ากัสสปะหลังจากขึ้นครองราชย์เรียบร้อยแล้วก็ทรงย้ายราชธานีมาสู่เขาสิคิริยะเพื่อที่ต้องการเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่มีอำนาจทั้งฟ้าและดิน จึงสร้างพระราชวังขึ้นบนยอดเขา และต้องการลี้ภัยจากองค์รัชทายาทตัวจริงอย่างเจ้าชายโมคคัลลาน์ที่ลี้ภัยไปอยู่อินเดีย แต่ 18 ปีหลังจากนั้น พระเจ้ากัสสปะก็ต้องปิดชีพตัวเองเนื่องจากถูกกองทัพของเจ้าชายโมคคัลลาน์ล้อมไว้อย่างรัดกุมทำให้ขาดเสียงอาหารและหมดทางสู้

การขึ้นชมในบรเวณพระราชวังเก่าต้องเดินขึ้นทางบันไดโดยทุกท่านจะได้ชม ภาพสีเฟรสโกของเหล่านางอัปสร ที่มีอายุมากกว่า 1,500 ปีแต่ยังคงซึ่งความสวยงามอยู่ จากนั้นเดินขึ้นบันไดต่อไปจนถึงยอดเขา ท่านจะได้พบกับโบราณสถานที่ล้ำค่า อาธิเช่น สะว่ายน้ำของพระมหากษัตริย์ บัลลังก์ เป็นต้น

มาตาเล

คือ เมืองสมุนไพรของทางศรีลังกาเราสามารถแวะชมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและโดยส่วนมากนักท่องเที่ยวจะแวะพักทานอาหารกลางวันกันที่นี่ เนื่องจากมีอากาศที่ดีและเป็นหนึ่งในทางผ่านสำหรับเดินทางจาก ดัมบูลา ไปสู่เมืองแคนดี้

แคนดี้

เมืองหลวงแห่งสุดท้ายของประเทศศรีลังกาก่อนตกเป็นอาณานิคมของประเทศอังกฤษในปี พ.ศ.2358 เรียกได้ว่าแคนดี้คือเมืองในป่าอย่างแท้จริงเนื่องจากตั้งอยู่บนที่ราบสูงระหว่างภูเขา และภายในเมืองยังถูกปกคลุมด้วยต้นไม่ที่อุดมสมบูรณ์ระหว่างการเดินทางท่านอาจจะได้เห็น เจ้าจ๋อน้อยโบกมือทักทายอีกด้วย เดิมเมืองแคนดี้มีชื่อว่า สิริวัฒนบุรี ต่อมาชาวพื้นเมืองนิยมเรียกว่า แคนตระซึ่งแปลว่า เนินเขา นั่นเอง แต่เมื่องศรีลังกาตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ฝรั่งออกเสียงเพียนมาเป็น แคนดี้ จนถึงทุกวันนี้

วัดดาลาดา มาลิกาวะ หรือ วัดพระเขี้ยวแก้ว (แคนดี้ ศรีลังกา)

สถานที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้วมาตั้งแต่ พ.ศ.2230 ในสมัยของพระเจ้าวิมลธรรมสุริยะที่ 2 ทรงสร้างศาสนสถาน 3 ชั้นขึ้นมา 1 หลังเพื่อประดิษฐานพระเขี้ยวแก้วโดยเฉพาะ ภายในวิหารพระเขี้ยวแก้วนั้นคนหนาแน่นตลอดทั้งวันทุกคนที่อยู่ในวิหารล้วนแต่นำดอกไม้เพื่อมาเป็นพุทธบูชาต่อพระเขี้ยวแก้ว มีทั้ง ดอกบัว สาละ พุด กลิ่นของดอกไม้เหล่านั้นหอมขจรไปทั่วบริเวณ นอกจากนั้นยังมีเสียงประโคมดนตรีเพื่อบูชาพระเขี้ยวแก้วอีกด้วย ช่างเป็นบรรยากาศที่ทำให้จิตใจรู้สึกบริสุทธิ์เป็นอย่างยิ่ง

ประวัติของพระเขี้ยวแก้วองค์ที่สี่(เบื้องล่างขวา) เดิมที่ประดิษฐานอยู่ที่อินเดีย แต่เนื่องจากเกิดสงครามขึ้น เจ้าชายทันตกุมารกับเจ้าหญิงเหมมาลา แห่งแค้วนกลิงคราษฎร์ จึงอัญเชิญมาที่ศรีลังกาโดยการซ่อนไว้ในมวยผมและนำมายัง ประเทศศรีลังกา

การดินทางมาทัวร์ศรีลังกา สามารถทำได้ทั้งแบบมากับทัวร์แบบหมู่คณะ หรือแพคเกจซึ่งสามารถเลือกวันเดินทางได้เอง  การเที่ยวศรีลังกาทำได้ง่ายและสะดวกสบาย มีสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว และเป็นประเทศที่น่ามาเยือนสักครั้งหนึ่ง