Prima Connection

บริการแพคเกจทัวร์ต่างประเทศคุณภาพดี

จองแพคเกจทัวร์ของเรา

แหล่งท่องเที่ยวห้ามพลาดเมื่อมาเยือนศรีลังกา

ทัวร์ศรีลังกา
38 / 100 SEO Score

เที่ยวศรีลังกาหนึ่งในดินแดนอารยธรรมมรดกโลก เนื่องจากมีเมืองที่เป็นมรดกโลกอยู่หลายแห่ง เกาะเล็ก ๆ ที่คงความอุดมสมบูรณ์จนได้ชื่อว่า “ไข่มุกแห่งตะวันออก” (Pearl Of the Orient ) นอกจากความเป็นดินแดนแห่งพุทธศาสนาแล้ว ศรีลังกายังมีเอกลักษณ์ทางด้านท่องเที่ยวที่แตกต่างทั้งด้านสุขภาพ ซึ่งมีศาสตร์อายุรเวชที่สืบสานมายาวนาน  รวมทั้งแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่งดงามและบริสุทธิ์

เมื่อมาเยือนศรีลังกาแล้ว มีแหล่งท่องเที่ยวใดบ้างที่ห้ามพลาด

ลองไปดูกันว่า เมื่อมาเยือนศรีลังกาแล้ว มีแหล่งท่องเที่ยวใดบ้างที่ห้ามพลาด เป็นการรวบรวมสถานที่สำคัญต่าง ๆ มาแนะนำ เมื่อมีโอกาสไปเยือนควรเที่ยวให้ครบ

สักการะต้นศรีมหาโพธิ์ที่อนุราธปุระ

เมืองอนุราธปุระ เมืองหลวงแห่งแรกของประเทศศรีลังกา  เป็นเมืองที่เคยรุ่งเรืองมากว่า 1,300 ปี ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 3 ถึงพุทธศตวรรษที่ 16 และได้รับการยกให้เป็นเมืองมรดกโลก จากองค์การยูเนสโก ในปี ค.ศ. 1982 เมืองนี้มีความสัมพันธ์กับประเทศไทยมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย เพราะพุทธศาสนานิกายลังกาวงศ์ที่ไทยรับเข้ามาในสมัยนั้น มีต้นกำเนิดมาจากเมืองอนุราธปุระ

เมืองอนุราธปุระ เคยเป็นเมืองหลวงของประเทศศรีลังกาอยู่นานถึง 1,500 ปี เมืองนี้ตั้งชื่อตามกลุ่มดาวอนุราธ ซึ่งหมายถึง ความมั่นคง,ความมั่งคั่ง และสมบูรณ์พูนสุข

มาถึงเมืองอนุราธปุระแล้ว ต้องเข้าไปกราบนมัสการ พระมหาเจดีย์รุวันเวลิสาย (RUVANVELI) หรือที่เรียกว่า พระเจดีย์สุวรรณมาลิก ที่มีความยิ่งใหญ่และงดงามเป็นต้นแบบพระเจดีย์ทรงโอคว่ำ สีขาวสะอาดตา เจดีย์แห่งนี้ถือเป็นต้นแบบของการสร้างองค์พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม รอบกำแพงยังมีช้างปูนปั้น 362 เชือก  ซึ่งเป็นต้นแบบของเจดีย์วัดช้างล้อม อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย

อีกจุดหนึ่งคือ เจดีย์ถูปารามที่ประดิษฐานกระดูกพระรากขวัญ(ไหปลาร้า)เบื้องขวาของพระพุทธเจ้า และมีพระพุทธรูปปางสมาธิในซุ้มทั้งสี่ทิศ ซึ่งเป็นอีกจุดที่พุทธศาสนิกชนทั่วโลกเดินทางเข้ามากราบสักการะเพื่อเป็นสิริมงคล

และที่ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง คือ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ซึ่งได้ประดิษฐานมาตั้งแต่เมื่อครั้งสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชราว 2,200 ปีมาแล้ว เป็นหน่อที่พระนางสังฆมิตตาเถรี พระภิกษุณี อดีตราชธิดาพระเจ้าอโศกมหาราช ได้มาจากตำบลพุทธคยา ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นหน่อที่แยกจากต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นแรกที่พระพุทธเจ้าเสด็จประทับนั่งบำเพ็ญตรัสรู้อนุตตรสัมโพธิญาณ และนำมาปลูกไว้ที่นี่เมื่อปี พ.ศ.235 ถือว่าต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นนี้เป็นต้นไม้ที่มีอายุนานที่สุดในโลก ที่กินเนสบุ๊คได้ทำการบันทึกไว้

ชมวังเก่าเมืองโปโลนนารุวะ

โปโลนนารุวะ เป็นอดีตเมืองหลวงแห่งที่สองของศรีลังกาในพุทธศตวรรษที่ 16 –17  (ยุคก่อนสมัยสุโขทัย ) อาณาจักรโบราณแห่งราชวงศ์โปโลนนารุวะ ภายใต้การปกครองของพระเจ้าวิชัยพาหุที่หนึ่ง ซึ่งเป็นเมืองต้นแบบของอาณาจักรสุโขทัย ภายในเมืองนี้มีศาสนสถานที่มีงดงามทางสถาปัตยกรรม ด้วยพุทธศิลป์ของลังกาที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ในอดีตเป็นเมืองหลวงที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก อีกทั้งยังมีชัยภูมิที่ยากต่อการโจมตีของศัตรู

จุดสำคัญๆ ของเมืองโปโลนนารุวะ คือ กลุ่มโบราณสถานซึ่งเคยเป็นพื้นที่ของพระราชวัง ซึ่งอยู่ในส่วนของเมืองเก่า ทางตอนเหนือของโปโลนนารุวะ เช่น เวชยันต์ปราสาท  วังสูง 7 ชั้น แต่ปัจจุบันเหลือให้เห็นเพียง 3 ชั้นเท่านั้น ในบริเวณเดียวคือพื้นที่ของวังและท้องพระโรง รวมทั้งสระสรงน้ำสำหรับพระราชินี ซึ่งใช้เพื่อเกษมสำราญเท่านั้น

วัฏฏะทาเคหรือวิหารคตวงกลม ลักษณะสถาปัตยกรรมที่มีความโดดเด่น จากวิหารที่ทำเป็นวงกลม 2 ชั้น สร้างด้วยหินแผ่นเป็นหลัก  บนฐานชั้นบนมีสถูปอยู่ตรงกลางรายรอบ 4 ด้านด้วยพระพุทธรูปทรงสมาธิ นับเป็นวัดที่มีความงดงามมาก

นอกจากนั้นยังมีจุดเที่ยวชมอีกหลายแห่ง เช่น ศิลาจารึก ที่คาดว่าจะมามาจากเมืองอนุราธปุระ กัลวิหาร  หรือ วิหารหิน จากการแกะสลักหินขนาดใหญ่เป็นพระพุทธรูปในแบบต่างๆ ซึ่งล้วนมีความงดงามและน่าทึ่ง

พระราชวังลอยฟ้าสีกิริยา

สีกิริยา เป็นอีกหนึ่งเมืองมรดกโลกทางตอนกลาง ในอำเภอ มะตะเล ประเทศศรีลังกา   ซึ่งเป็นทั้งปราสาทและป้อมปราการในเวลาเดียวกัน มีชื่อเรียกทั้ง “พระราชวังลอยฟ้า” หรือ “อนุสรณ์สถานเมืองคนบาป” จากประวัติของพระโอรสในสนมของพระเจ้าธาตุเสนากษัตริย์แห่งอนุราธปุระ ที่ลงมือฆ่าพระบิดา เพียงเพื่อต้องการพระราชสมบัติ แล้วตั้งตนขึ้นเป็นกษัตริย์ แล้วหนีมาสร้างวังและป้อมค่ายที่นี่ จนเจ้าชายโมคัลลานะ โอรสที่เกิดจากพระมเหสียกทัพมาสู้รบจนชนะ  จึงเปลี่ยนที่นี่ให้เป็นวัดในพุทธศาสนา ช่วงศตวรรษที่ 13-14 ส่วนตนนั้นได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ที่อนุราธปุระ  เคยมีช่วงที่สีกิริยา ถูกทิ้งร้างไปจนมีนักโบราณคดีมาค้นพบและได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวในปัจจุบันนี้

สีริกริยาเป็นภูเขาหินที่ด้านบนตัดราบ มีบันใดอิฐปูด้วยหินอ่อนขึ้นไปยังยอดเขาเป็นระยะๆ มีราวจับเพื่อความสะดวก รอบเชิงเขาด้านล่างมีคูน้ำล้อมรอบ ในอดีตเคยเลี้ยงจระเข้เพื่อป้องกันศัตรู ถัดมาอีกชั้นมีสระน้ำสำหรับนางกำนัล ขึ้นไประยะหนึ่งจะเป็นสระน้ำของราชวงศ์ ก่อนถึงยอดเขาจะมีภาพเขียนฝาผนังรูปนางกำนัลเปลือยอกราว 20 ภาพ อีกด้านเป็นกำแพงสีส้มขัดเรียบเป็นเงา บนยอดเขามีอ่างเก็บน้ำและเป็นที่ตั้งของพระราชวัง ซึ่งปัจจุบันคงเหลือเพียงฐานราก

สิ่งที่นักท่องเที่ยวจะได้ชื่นชม นอกจากความงดงามของโบราณสถานที่ยังหลงเหลืออยู่ คือความงามของทัศนียภาพจากมุมสูง ท่ามกลางความเขียวชอุ่มของศรีลังกา

เยือนวัดถ้ำดัมบูล่า

มรดกโลกแห่งล่าสุดในศรีลังกา คือ “วัดถ้ำดัมบูลลา (Dambulla Cave Temple) ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี พ.ศ.2534  ตั้งอยู่บนเชิงภูเขาหินสูงกว่า 500 ฟุต

ด้านล่างเป็นที่ตั้งของ “วัดทองดัมบูลลา” (Golden Temple Dambulla) โดดเด่นและงดงามด้วยพระพุทธรูปสีทององค์ใหญ่อยู่ด้านบนอาคารพิพิธภัณฑ์ เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวจะแวะก่อนขึ้นไปยังตัวถ้ำด้านบน

วัดถ้ำดัมบูลลา สร้างโดยพระเจ้าวาลากัมบา (Walagambahu) พระองค์ทรงเคยพำนักในถ้ำที่ดัมบูลลา ช่วงที่พระองค์เสด็จพลัดถิ่นจากเมืองอนุราธปุระ เพื่อเป็นการตั้งหลักก่อนที่จะรวบรวมไพร่พลกลับไปรบกันอีกครั้งหนึ่ง ต่อมาเมื่อพระองค์ทรงรบชนะ และเสด็จกลับขึ้นครองราชย์ พระองค์ได้ทรงสร้างวิหารศิลาภายในถ้ำแห่งนี้

องค์ประกอบหลักๆ ของถ้ำดัมบูลลาจะแบ่งเป็น 5 ถ้ำที่มีขนาดแตกต่างกันไป ถ้ำที่ 1 ชื่อ “เทวราช” ด้านในบรรจุพระรูปปางปรินิพพานแกะสลักจากหินอ่อนยาว 49 เมตร ถ้ำที่ 2 ชื่อ “มหาราชา” ซึ่งมีขนาดใหญ่ ประดิษฐานรูปเหมือนของพระเจ้าพระเจ้าวาลากัมบา มีสถูปขนาดเล็ก พระพุทธไสยาสน์ และพระพุทธรูปอีกมากมายหลายสิบองค์ ถ้ำที่ 3 ชื่อ “มหาอลุต” ภายในประดิษฐานพระนอนขนาดใหญ่ รวมทั้งพระพุทธรูปประทับนั่งและยืนอีกมากมาย  ถ้ำที่ 4  ชื่อ “ภัคชิมา” เป็นถ้ำที่มีขนาดเล็ก ส่วนถ้ำที่ 5  ชื่อ “เทวานะ อลุต”  สร้างขึ้นเป็นถ้ำสุดท้าย แต่ไม่มีหลักฐานว่าใครเป็น ปัจจุบันเป็นที่ประดิษฐานพระนอนขนาดใหญ่

สักการะพระเขี้ยวแก้ว

พระทันตธาตุเขี้ยวแก้ว คือหนึ่งในพระบรมสารีรักธาตุที่เหลืออยู่หลังถวายพระเพลิงพระบรมศพพระพุทธเจ้า พระทันตธาตุเขี้ยวแก้วที่ศรีลังกา ได้รับการอัญเชิญมาจากแคว้นกลิงคของอินเดีย โดยเจ้าหญิงเหมมาลาได้อัญเชิญไว้บนมวยผม เมื่อมาถึงศรีลังกาได้ถวายให้พระเจ้าสิริวรรณ ผู้ครองเมืองอนุราธปุระ ซึ่งครั้งนั้น พระเจ้าสิริวรรณมีพระดำริรับสั่งให้จัดงานถวายเป็นพุทธบูชา โดยให้จัดขบวนแห่พระทันตธาตุจากวิหารที่ประดิษฐานไปทั่วเมือง

วัดดาลามา มาลิกาวะ (Dalada Maligawa)  เป็นสถานที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้ว จึงได้รับการเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “วัดพระเขี้ยวแก้ว”  (Temple of the Tooth) ตั้งอยู่ในนครศักดิ์สิทธิ์แคนดี้  (Kandy) ซึ่งเป็นนครหลวงแห่งสุดท้ายของของราชอาณาจักรสิงหลก่อนที่จะตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ

ด้วยความสวยงามของเมืองแคนดี้ ซึ่งมีภูเขาล้อมรอบ สามารถมองเห็นทะเลสาบที่สวยงาม จึงเป็นอีกเมืองที่ได้รับความนิยมด้านการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก ภูมิประเทศเมืองนี้มีภูเขาล้อมรอบมองลงมาเห็นทะเลสาบที่สวยงาม องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 แห่งสยามประเทศ ก็เคยเสด็จประพาสเมืองแห่งนี้มาแล้ว

ทั้งนี้ ในแต่ละปีจะมีพิธีจัดขบวนแห่พระทันตธาตุไปทั่วเมืองเป็นเวลา 10 วัน ในช่วงพระจันทร์เต็มดวงของเดือนกรกฎาคม- สิงหาคม

ตามรอยเสด็จพระพุทธเจ้าที่วัดกัลยาณี

วัดเกลานิยา” หรือที่เรียกติดปากคนไทยว่า “วัดกัลยาณี” อยู่ห่างจากกรุงโคลัมโบออกไป 13 กิโลเมตร หนึ่งในสถานที่สำคัญเมื่อมาเยือนศรีลังกา เนื่องจากเชื่อกันว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันต์อีก 500 รูป เคยเสด็จมายังวัดแห่งนี้ในวันวิสาขบูชา ตามคำเชิญของเจ้าผู้ครองแคว้นกัลยาณี ซึ่งเป็นพญานาค นามว่า มณีอัคขิกะ (King Maniakkhika)

พระเจดีย์ทรงระฆังคว่ำสีขาวขนาดใหญ่ โดดเด่นเป็นสง่าอวดสายตานักท่องเที่ยวผู้มาเยือน  พุทธศาสนิกชน หลั่งไหลเข้ามากราบสักการะ เนื่องจากชาวพุทธในศรีลังกาเชื่อว่า นี่คือเจดีย์ที่บรรจุพระแท่นบัลลังก์ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคยประทับ โดยมีจิตรกรรมภาพเขียนฝาผนังมากมายภายในพระวิหาร เล่าเรื่องราวเมื่อเมื่อครั้งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จมาศรีลังกาใน 3 ครั้ง

กิจกรรมพิเศษที่จะจัดขึ้นทุกปี ในคืนก่อนคืนวันพระจันทร์เต็มดวงของเดือนมกราคม  คือ  พิธีแห่พระสารีริกธาตุประจำปีของวัด โดยในขบวนแห่จะมีช้างหลายสิบเชือกเข้าร่วมขบวน พร้อมขบวนนักเต้นรำสไตล์ศรีลังกา ที่สร้างสีสันสดใสสวยงามแปลกตา เป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว

ชิมชาซีลอนเอกลักษณ์จากหุบเขา

เดิมทีชาวศรีลังกาไม่ได้มีวัฒนธรรมการดื่มชา แต่เคยมีช่วงหนึ่งที่เคยเกิดโรคระบาดในกาแฟ จึงหันมาปลูกชาแทน อีกทั้งศรีลังกาเคยผ่านยุคล่าอาณานิคมและตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษมาก่อน จึงได้รับวัฒนธรรมการดื่มชามาด้วย จากนั้นการปลูกชาจึงเป็นที่นิยมทั่วไปในศรีลังกา ด้วยสภาพพื้นที่และอากาศที่อำนวยของหุบเขา

เช่นที่เมือง “นูวารา เอเลีย” (Nuwara  Eliya) ซึ่งตั้งอยู่บนเทือกเขาสูงทางตอนกลางของประเทศศรีลังกา บนความสูง 1,868 เมตรเหนือระกับน้ำทะเล ทำให้มีอากาศเย็นตลอดทั้งปี เหมาะต่อการปลูกชา รวมทั้งชาซีลอน (Ceylon  Tea) อีกหนึ่งเอกลักษณ์ของศรีลังกา

หรือจะเป็นเมืองเล็กๆ อย่าง “ฮาปูตาเล” (Haputale)  ในเขตบาดุลลา (Badulla) ในจังหวัดอูวา (Uva) ประเทศศรีลังกา เมืองภูเขาที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลกว่า 1,400 กิโลเมตร เป็นอีกสถานที่ที่มีชื่อเสียงการปลูกชาของศรีลังกา

แต่นักท่องเที่ยวสามารถลิ้มลองรสของชาซีลอนได้ในทุกพื้นที่ของศรีลังกา เพราะจะมีร้านชาและการเสิร์ฟชาอย่างแพร่หลาย (พี่เอกสามารถเพิ่มเติมเนื้อหาส่วนนี้จากประสบการณ์จริงได้นะคะ)

รัตนปุระ เมืองแห่งอัญมณี

นอกจากชา จะเป็นสินค้าขึ้นชื่อของศรีลังกาแล้ว ยังมีเมืองที่มีความโดดเด่นทางด้านการทำพลอยอย่างเมือง “รัตนปุระ” (Ratnapura)  ในจังหวัดซาบารากามูวา (Sabaragamuwa) ซึ่งมีชื่อเสียงด้านอัญมณี แหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมแห่งหนึ่งของศรีลังกา

เมืองรัตนปุระ  เป็นแหล่งที่มาของไพลิน หรือหินสีน้ำเงิน รู้จักกันในนาม Ceylon Sapphire  ที่เมืองแห่งนี้เป็นแหล่งการทำเหมืองแร่อัญมณี ไม่เฉพาะไพลินเท่านั้น แต่รวมไปถึงพลอยหลากหลายชนิด  อีกทั้งยังเป็นที่รู้จักกันในเรื่องของการปลูกข้าว ผลไม้ รวมไปถึงสวนยางพารา และไร่ชาที่กระจายไปทั่วเมือง  รวมทั้งเป็นอีกเมืองที่มีพุทธสถานอยู่มากมายอีกด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจหาซื้อพลอย สามารถมาเยือนเมืองรัตนปุระ หรือเลือกชมในร้านค้าขายพลอยที่หาได้ไม่ยากในเมืองต่างๆ ของศรีลังกา

เป้าหมายของนักท่องเที่ยวหลายท่าน คือการได้มาเยือนดินแดนแห่งพุทธศาสนาในศรีลังกา แต่นอกจากความงดงามและทรงคุณค่าของโบราณสถานต่างๆ แล้ว  ยังจะได้พบเห็นความงดงามของประเพณี วิถีชีวิต พร้อมด้วยธรรมชาติอันงดงามและบริสุทธิ์ ทำให้ศรีลังกาเป็นอีกเป้าหมายที่น่าไปเยือนเสมอ

เราสามารถเลือกไป ทัวร์ศรีลังกาแบบหมู่คณะหรือแบบ แพคเกจศรีลังกาซึ่งสามารถเลือกเดินทางเองได้ทุกวัน